เหงือกบวม (Swollen Gums) เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนที่พบบ่อยที่สุดของปัญหาสุขภาพช่องปาก เหงือกจะบวมมากขึ้น และเปลี่ยนจากสีชมพูอ่อนเป็นสีแดง ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อ การบวมนี้อาจเกิดขึ้นที่บริเวณฟันซี่ใดซี่หนึ่ง หรืออาจกินบริเวณกว้างก็ได้ อาการเหงือกบวมมักเป็นสัญญาณของโรคเหงือกอักเสบ
เหงือกอักเสบ (Gingivitis) คือ การอักเสบของเนื้อเหงือกโดยรอบฐานของฟัน เกิดจากการสะสมของคราบจุลินทรีย์หรือคราบพลัคบนฟันและเหงือก การอักเสบนี้อาจทำให้เกิดอาการเช่น เหงือกบวม, เหงือกแดง, เหงือกเจ็บ, และอาจมีเลือดออกเมื่อแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน หากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่โรคเหงือกที่รุนแรงขึ้นได้ เช่น โรคปริทันต์ (periodontitis) ซึ่งเป็นการอักเสบที่กระจายลึกลงไปยังเนื้อเยื่อที่รองรับฟันและกระดูกที่รองรับฟัน ส่งผลให้ฟันหลุดหรือสูญเสียฟันได้
เหงือกอักเสบ เหงือกบวม เกิดจากอะไร

เหงือกอักเสบเกิดจากการที่รอบๆ ฟันและเหงือกมีหินปูน ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียและเชื้อโรค ซึ่งไปกระตุ้นให้เกิดอาการอักเสบของเหงือก หินปูนเหล่านี้เกิดจากคราบพลัคบนเหงือกและฟัน โดยพลัคคือคราบจุลินทรีย์ สีเหลือง เหนียว ที่เกิดจากแบคทีเรียและสารอื่นๆ จากอาหารและน้ำลาย การสะสมของพลัคนี้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และหากไม่ได้รับการทำความสะอาดอย่างถูกต้อง คราบพลัคก็จะแข็งตัวกลายเป็นหินปูนทำให้เหงือกอักเสบ
ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ทำให้เหงือกบวมอักเสบได้ง่ายขึ้น
แม้ว่าการสะสมของคราบพลัคจะเป็นสาเหตุหลัก แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ทำให้บางคนมีโอกาสเหงือกบวมหรืออักเสบได้ง่ายกว่าปกติ หรือทำให้การอักเสบมีความรุนแรงมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่:
- การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน: โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ วัยรุ่น หรือช่วงมีประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนอาจทำให้เหงือกไวต่อการระคายเคืองจากคราบพลัคมากขึ้น ทำให้บวมและมีเลือดออกได้ง่าย
- การสูบบุหรี่: เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด เพราะสารพิษในบุหรี่จะลดการไหลเวียนของเลือดไปที่เหงือก ทำให้การซ่อมแซมตัวเองช้าลง และบดบังอาการเริ่มแรกของโรคเหงือกอักเสบ ทำให้ผู้ป่วยรู้ตัวช้า
- โรคประจำตัวบางชนิด: โดยเฉพาะโรคเบาหวานที่คุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี จะส่งผลให้ร่างกายมีความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียลดลง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่เหงือกสูงขึ้น
- การใช้ยาบางประเภท: ยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิตบางกลุ่ม, ยากันชัก หรือยาที่กดภูมิคุ้มกัน อาจมีผลข้างเคียงทำให้เหงือกบวมโต หรือภาวะปากแห้ง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการสะสมของคราบพลัค
- ปัจจัยอื่นๆ: เช่น ภาวะปากแห้ง, การขาดสารอาหาร (โดยเฉพาะวิตามินซี), และปัจจัยทางพันธุกรรมที่ทำให้บางคนมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเหงือกได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
เหงือกเป็นอวัยวะสำคัญ
เหงือก คือเนื้อเยื่ออ่อนที่ห่อหุ้มและยึดติดอยู่กับกระดูกขากรรไกรบริเวณรอบๆ คอฟัน ทำหน้าที่สำคัญในการเป็นฐานสำหรับยึดตัวฟันให้อยู่กับที่ และคอยปกป้องรากฟันจากเชื้อโรค เหงือกที่สุขภาพดีจะมีสีชมพูอ่อน เนื้อแน่นกระชับ และไม่เลือดออกง่ายเมื่อแปรงฟัน แต่หากเหงือกมีอาการอักเสบ เหงือกจะมีสีแดงจัด บวม และมีเลือดออกได้ง่าย ดังนั้น หากคุณมีอาการเหล่านี้ก็สงสัยไว้ก่อนได้เลยว่าเป็นโรคเหงือกอักเสบแล้ว
อาการของโรคเหงือกอักเสบ
อาการของโรคเหงือกอักเสบอาจเริ่มจากเล็กน้อยจนหลายคนมองข้าม แต่หากปล่อยทิ้งไว้ อาการจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เราสามารถแบ่งอาการออกเป็นระยะต่างๆ เพื่อให้สังเกตตัวเองได้ง่ายขึ้นดังนี้
อาการในระยะเริ่มต้น (เหงือกอักเสบ – Gingivitis)
ในระยะนี้ การอักเสบจะจำกัดอยู่แค่ที่เนื้อเยื่อเหงือกเท่านั้น และ สามารถรักษาให้หายกลับเป็นปกติได้ หากดูแลอย่างถูกวิธี อาการที่พบบ่อยได้แก่:
- เหงือกบวมแดง: จากเดิมที่เหงือกสีชมพูอ่อนและแน่น จะเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือแดงเข้มขึ้น และดูบวมหรืออูมขึ้น
- เลือดออกง่ายขณะแปรงฟัน: เป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุด แม้จะแปรงฟันเบาๆ หรือใช้ไหมขัดฟัน ก็อาจมีเลือดซึมออกมาได้
- มีกลิ่นปาก: จากแบคทีเรียที่สะสมอยู่ตามร่องเหงือก
- อาจมีอาการเจ็บหรือระคายเคืองเล็กน้อยเวลาสัมผัสโดน
อาการในระยะรุนแรง (โรคปริทันต์อักเสบ – Periodontitis)

หากปล่อยให้เหงือกอักเสบเรื้อรังไม่รักษา การอักเสบจะลุกลามโดยกระดูกและเนื้อเยื่อรอบรากฟันจะถูกทำลาย ทำให้เกิดอาการที่รุนแรงขึ้น ซึ่งในระยะนี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับกระดูกจะไม่สามารถรักษาได้ และต้องรีบไปพบทันตแพทย์
- เหงือกร่น ฟันดูยาวขึ้น: พอเหงือกร่นลงมา จะทำให้เห็นตัวฟันมากขึ้น ดูเหมือนว่าฟันยาวขึ้น
- เหงือกบวมเป็นหนอง: อาจเห็นเป็นตุ่มหนองเล็กๆ ที่เหงือก หรือเมื่อกดเบาๆ จะมีหนองไหลออกมา ซึ่งเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ
- ฟันโยกหรือฟันเริ่มห่าง: เนื่องจากกระดูกที่รองรับฟันถูกทำลายไป ทำให้ฟันไม่มั่นคงเหมือนเดิม
- เจ็บเวลาเคี้ยวอาหาร: เพราะฟันไม่สามารถรับแรงบดเคี้ยวได้ตามปกติ
- กลิ่นปากรุนแรงและเรื้อรัง: แม้จะแปรงฟันแล้วก็ยังมีกลิ่นอยู่
สิ่งสำคัญ: หากพบว่าตัวเองมีอาการในกลุ่มแรก (ระยะเริ่มต้น) ควรเริ่มดูแลสุขภาพช่องปากอย่างจริงจังทันที แต่ถ้าเริ่มมีอาการในกลุ่มที่สอง (ระยะรุนแรง) โดยเฉพาะ ฟันโยก หรือ มีหนอง ควรรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษา เพราะการปล่อยทิ้งไว้จะนำไปสู่การสูญเสียฟันอย่างถาวรได้
อาการเหงือกบวมจากรากฟันอักเสบ
หลายคนอาจสับสนแล้วคิดว่าอาการนี้เป็นโรคเหงือก แต่ที่จริงแล้ว ต้นเหตุมาจากตัวฟัน ไม่ใช่ที่เหงือกโดยตรง โดยอาการนี้เกิดจากการที่ฟันผุลึกจนเชื้อโรคเข้าไปถึงโพรงประสาทฟัน ทำให้รากฟันติดเชื้อและเกิดเป็นหนองที่ปลายรากฟัน หนองที่เกิดขึ้นจะพยายามหาทางระบายออกมา ทำให้เกิดอาการบวมที่เหงือกได้เช่นกัน จุดสังเกตสำคัญคือ:
- มักจะพบ ตุ่มหนองเล็กๆ นูนขึ้นบนเหงือก ในตำแหน่งที่ตรงกับรากฟันซี่ที่มีปัญหา
- ฟันซี่นั้นมีสีคล้ำหรือสีเปลี่ยนไปจากฟันซี่อื่น
- อาจเคยมีประวัติการปวดฟันอย่างรุนแรงมาก่อน หรือมีอาการเจ็บเมื่อเคี้ยวหรือเคาะที่ตัวฟัน
- บางครั้งอาจไม่มีอาการเจ็บปวดเลย แต่จะเห็นเป็นตุ่มหนองขึ้นๆ ยุบๆ บริเวณเดิม
แม้จะดูเหมือนเหงือกบวมทั่วไป แต่สาเหตุเกิดจากรากฟัน จึงต้องรักษาด้วย การรักษารากฟัน เพื่อกำจัดเชื้อโรคจากภายในตัวฟัน
วิธีรักษาเหงือกอักเสบ มีอะไรบ้าง
วิธีรักษาเหงือกอักเสบ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและสาเหตุที่ทำให้เกิดเหงือกอักเสบ ดังนี้
วิธีรักษาเหงือกอักเสบด้วยตนเอง
สามารถทำได้ในกรณีที่ยังไม่รุนแรง ดังนี้
- แปรงฟันให้ถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยใช้แปรงขนนุ่มและแปรงเบาๆ ที่ขอบเหงือก
- ใช้ไหมขัดฟันทุกวันเพื่อกำจัดเศษอาหารและคราบพลัคที่การแปรงฟันเข้าไม่ถึง
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง อาหารที่มีความเหนียวเพราะทำความสะอาดได้ยาก
- บ้วนปากด้วยน้ำเกลือวันละ 2-3 ครั้ง น้ำเกลือสามารถช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและบรรเทาอาการบวมได้
วิธีรักษาโรคเหงือกโดยทันตแพทย์
หากอาการเหงือกอักเสบรุนแรง หรือมีสาเหตุจากโรคอื่น เช่น โรคเบาหวาน โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น จะต้องรักษาโดยทันตแพทย์ ดังนี้
- เกลารากฟันและขูดหินปูน (Scaling and Root Planing) เพื่อกำจัดคราบหินปูนและคราบพลัคที่สะสมอยู่ใต้เหงือกออก
- การให้ยาปฏิชีวนะ ในกรณีที่เหงือกอักเสบมีการติดเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบและติดเชื้อ
- การผ่าตัดเหงือก ในกรณีที่เหงือกอักเสบรุนแรงมากจนอาจทำให้สูญเสียฟันได้
- ติดตามอาการเพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของอาการและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
วิธีการป้องกันโรคเหงือกอักเสบ

เพื่อป้องกันไม่ให้เราเป็นโรคเหงือกอักเสบ เราควรปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้
- แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หลังอาหาร และแปรงอย่างน้อยครั้งละ 2 นาที ด้วยแปรงขนอ่อน และแปรงฟันให้ทั่วทุกซอกทุกมุมของฟัน โดยแปรงจากเหงือกไปยังปลายฟัน โดยใช้แรงเบา ๆ และไม่ควรแปรงฟันแรงเกินไป เพราะอาจทำให้เหงือกอักเสบมากขึ้น
- ใช้ไหมขัดฟันเพื่อกำจัดเศษอาหารตามซอกฟันที่แปรงสีฟันไม่สามารถกำจัดได้
- ใช้น้ำยาบ้วนปากเพื่อช่วยลดจำนวนแบคทีเรียในช่องปาก และลดการอักเสบ
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคเหงือกอักเสบ
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ และอาหารที่มีแคลเซียมสูง
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูงและอาหารเหนียวที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคเหงือก
- ไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือนเพื่อตรวจสุขภาพช่องปาก
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ การดื่มน้ำช่วยให้ผลิตน้ำลายมากขึ้น ซึ่งน้ำลายสามารถช่วยล้างคราบและเศษอาหารออกจากฟันและเหงือกได้
เหงือกบวมแบบไหนต้องไปพบทันตแพทย์
อาการเหงือกบวม เหงือกอักเสบเบื้องต้นสามารถดูแลเองได้ที่บ้าน แต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ควรรีบไปพบทันตแพทย์
- เหงือกบวมและมีหนองไหล – เป็นอาการติดเชื้อ อาจจะเป็นจากโรคปริทันต์อักเสบหรือปลายรากฟันอักเสบ หากปล่อยไว้จะทำให้การติดเชื้อลุกลามและทำลายกระดูกรอบรากฟันมากขึ้น
- ฟันโยก หรือรู้สึกว่าฟันเคลื่อนที่ห่างออกจากกัน – กระดูกที่รองรับฟันได้ถูกทำลายไปมากจนฟันโยกได้แล้ว เป็นอาการของโรคปริทันต์ในระยะรุนแรง หากรักษาช้าเกินไปอาจต้องถอนฟันซี่นั้นทิ้ง
- ปวดรุนแรงและต่อเนื่อง – มีอาการปวดตุบๆ ที่บริเวณเหงือกหรือฟันอย่างรุนแรงตลอดเวลา หรือปวดมากจนนอนไม่หลับ อาจเป็นอาการของปลายรากฟันอักเสบเฉียบพลัน หรือฝีในเหงือก (Gingival Abscess) ซึ่งต้องการการรักษาเพื่อกำจัดต้นตอของการติดเชื้อ
- เหงือกบวมร่วมกับมีไข้ หรือต่อมน้ำเหลืองใต้คางบวมโต – เป็นไปได้ว่าการติดเชื้อได้เริ่มแพร่กระจายออกจากบริเวณช่องปากเข้าสู่ระบบอื่นๆ ของร่างกายแล้ว จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะและการรักษาทางทันตกรรมอย่างเร่งด่วน
คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับโรคเหงือกอักเสบ
เหงือกอักเสบ กี่วันหาย
ระยะเวลาที่เหงือกอักเสบจะหายขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ โดยปกติแล้ว เหงือกอักเสบในระยะเริ่มต้นที่มีอาการบวมแดงเล็กน้อย สามารถหายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง โดยการขูดหินปูนออก และดูแลทำความสะอาดช่องปากให้ดี
แต่หากเหงือกอักเสบมีอาการรุนแรง มีหนองไหล มีกลิ่นปากเรื้อรัง หรือฟันโยก อาจต้องใช้เวลาในการพักฟื้นนานขึ้น ประมาณ 3-4 สัปดาห์ หรืออาจต้องผ่าตัดเพื่อขจัดเนื้อเยื่อเหงือกที่อักเสบออก
เหงือกอักเสบ ใช้น้ำยาบ้วนปากหายไหม ยี่ห้ออะไรดี
หากเป็นเหงือกอักเสบระยะเริ่มต้น การดูแลตัวเองที่ดีพอก็จะทำให้หายได้ แต่หากไม่ใช่ระยะเริ่มต้นแล้ว การใช้น้ำยาบ้วนปากเพียงอย่างเดียว จะทำได้แค่บรรเทาอาการเท่านั้น แนะนำให้ใช้น้ำยาบ้วนปากสูตรฆ่าเชื้อโรคเพื่อช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของเหงือกอักเสบ อย่างไรก็ตาม น้ำยาบ้วนปากไม่สามารถรักษาเหงือกอักเสบได้อย่างถาวร และไม่สามารถทดแทนการแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันได้
ส่วนเวลาเลือกซื้อควรเลือกน้ำยาบ้วนปากที่มีชื่อเสียง เชื่อถือได้ และที่มีส่วนผสมของสารฆ่าเชื้อโรค เช่น คลอเฮกซิดีน (Chlorhexidine) คลอโรฟิลล์ (Chlorophenol) หรือไทมอล (Thymol) และใช้ตามคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์ รวมถึงต้องปรึกษาทันตแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง เพราะคนไข้อาจมีอาการแพ้สารต่างๆ ดังกล่าวได้
เหงือกอักเสบ เป็นหนอง ทำไงดี

หากพบว่าเหงือกอักเสบจนมีหนอง ควรรีบไปพบทันตแพทย์ให้เร็วที่สุดเพราะเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่รุนแรง และอาจลุกลามกลายเป็นโรคปริทันต์จนสูญเสียฟันบริเวณนั้นได้ ซึ่งทันตแพทย์อาจทำการรักษาดังต่อไปนี้
- ขูดหินปูน เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์และหินปูนที่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคที่อยู่ใต้เหงือก
- ผ่าเอาหนองออก เพื่อระบายหนองและบรรเทาอาการบวม
- ให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อ
เหงือกอักเสบ กินยาอะไร
หากมีอาการปวดสามารถซื้อยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) มารับประทานเองได้เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดและบวม แต่ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองอย่างยิ่ง ควรอยู่ภายใต้การแนะนำของทันตแพทย์ เพื่อป้องกันการใช้ยาไม่เหมาะสม อย่าซื้อยาเองโดยไม่มีการสั่งจ่าย เพราะการใช้ยาที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้สถานการณ์แย่ลงหรือเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ เช่น เชื้อโรคเกิดการดื้อยาเป็นต้น
เหงือกอักเสบ อมเกลือ ได้ผลไหม
อมเกลือสามารถช่วยบรรเทาอาการเหงือกอักเสบได้บ้าง เพราะเกลือมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบได้
วิธีผสมน้ำเกลือเพื่อบรรเทาอาการเหงือกอักเสบ มีดังนี้
- ผสมเกลือ 1 ช้อนชา กับน้ำอุ่น 1 แก้ว (ประมาณ 240 มิลลิลิตร)
- คนให้เกลือละลาย
- กลั้วปากด้วยน้ำเกลืออุ่นประมาณ 30 วินาที
- ทำซ้ำวันละ 2-3 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม การอมเกลือสามารถช่วยบรรเทาอาการเหงือกอักเสบได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น แม้จะเป็นวิธีที่ง่ายและทำเองได้ที่บ้าน แต่ไม่สามารถรักษาเหงือกอักเสบได้อย่างถาวร และไม่สามารถทดแทนการแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันได้ หากมีอาการเหงือกอักเสบ ควรดูแลทำความสะอาดช่องปากอย่างถูกต้องเป็นประจำ เพื่อป้องกันการลุกลามของโรคเหงือกอักเสบ
เหงือกอักเสบ เลือดไหลไม่หยุด ทำไงดี
ถ้ามีอาการเหงือกอักเสบแล้วมีเลือดไหลออกมาไม่หยุด อาจเป็นสัญญาณของโรคเหงือกอักเสบรุนแรงหรือโรคปริทันต์ ซึ่งเกิดจากการสะสมของคราบจุลินทรีย์และหินปูนเป็นเวลานาน ควรรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เหงือกอักเสบรุนแรงขึ้น ฟันโยก หรืออาจสูญเสียฟันได้ อาจใช้น้ำแข็งประคบบริเวณดังกล่าวเพื่อช่วยให้เลือดหยุดไหล และหลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารและการแปรงฟันบริเวณดังกล่าวชั่วคราว และรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสม
กิน metrolex 400 mg แก้เหงือกอักเสบ ได้ไหม
ยา Metrolex หรือชื่อสามัญว่า Metronidazole เป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษาการติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียและโปรโตซัวบางชนิด เช่น การติดเชื้อในช่องปากหรือการติดเชื้อรอบฟัน ยานี้สามารถใช้เพื่อรักษาเหงือกอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียได้ แต่ควรใช้ภายใต้คำแนะนำและการสั่งจ่ายโดยตรงจากแพทย์หรือทันตแพทย์ ไม่ควรซื้อยามาใช้เองเด็ดขาด เพราะมีโอกาสทำให้เชื้อดื้อยาได้ด้วยหากยาไม่ตรงกับโรคที่เป็น
เหงือกอักเสบ ขูดหินปูนได้ไหม
เหงือกอักเสบสามารถขูดหินปูนได้ การขูดหินปูนจะช่วยขจัดคราบจุลินทรีย์และหินปูนซึ่งเป็นสาเหตุของเหงือกอักเสบออก ช่วยให้เหงือกกลับมาแข็งแรงและสุขภาพดี การขูดหินปูนอาจทำให้เกิดอาการเสียวฟันหรือเลือดออกได้เล็กน้อย ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปเองภายในไม่กี่วัน
