ลิ้นเป็นฝ้าขาว คือ ภาวะที่ลิ้นมีคราบสีขาวปกคลุมบนผิวลิ้น อาจพบคราบฝ้าขาวทั่วทั้งลิ้นหรือเป็นหย่อมๆ ก็ได้ ภาวะนี้ไม่ใช่โรคแต่เป็นอาการชั่วคราวจากการสะสมของแบคทีเรียหรือเชื้อรารวมกับเซลล์ที่ตายแล้วซึ่งติดอยู่ตามตุ่มเล็กๆ บนลิ้น ส่วนใหญ่แล้วลิ้นเป็นฝ้าขาวไม่มีอันตรายร้ายแรงและสามารถหายเองได้ถ้าดูแลอย่างถูกวิธี แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่รุนแรงได้

สาเหตุที่ลิ้นเป็นฝ้าขาว
สาเหตุที่ลิ้นเป็นฝ้าขาวมีได้หลายอย่าง ตั้งแต่สุขภาพช่องปากไม่ดี ไปจนถึงการติดเชื้อหรือโรคบางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อช่องปาก สาเหตุที่พบได้บ่อยได้แก่ การทำความสะอาดช่องปากไม่ดีพอ, ปากแห้ง/ขาดน้ำ, การสูบบุหรี่, การติดเชื้อในช่องปาก ดังนี้:
- สุขภาพช่องปากไม่ดี – การไม่แปรงลิ้นหรือดูแลช่องปากไม่ทั่วถึงจะทำให้มีเศษอาหาร แบคทีเรีย และเซลล์ที่ตายแล้วสะสมอยู่ตามผิวลิ้นจนเกิดเป็นคราบฝ้าขาวได้
- ปากแห้งหรือขาดน้ำ – เมื่อปากแห้งหรือน้ำลายน้อย ตุ่มรับรสบนลิ้นอาจบวมขึ้นและจับคราบสิ่งสกปรกได้มากขึ้น ทำให้ลิ้นดูเป็นฝ้าขาวได้ง่ายขึ้น
- การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ – สารจากบุหรี่และแอลกอฮอล์สามารถกระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองจนเกิดคราบฝ้าขาวเป็นลิ้นได้ ทั้งยังเป็นปัจจัยเสี่ยงของรอยโรคฝ้าขาว (leukoplakia) ซึ่งเป็นรอยโรคสีขาวเรื้อรังในช่องปากด้วย
- การติดเชื้อราในช่องปาก – การเจริญเติบโตของเชื้อราเช่น Candida ในช่องปากทำให้เกิดคราบฝ้าขาวหนาบนลิ้นที่เรียกว่าโรคเชื้อราในช่องปาก (oral thrush) มักพบในผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือผู้ที่ใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน (คราบฝ้าขาวชนิดนี้มักขูดออกได้และอาจพบรอยแดงอักเสบอยู่ข้างใต้)
- โรคฝ้าขาว (Leukoplakia) – การระคายเคืองเยื่อบุช่องปากเรื้อรังจากการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือฟันปลอมที่เสียดสี สามารถทำให้เกิดแผ่นคราบสีขาวหนาบนลิ้นที่ขูดไม่ออก เรียกว่าโรคฝ้าขาว ซึ่งบางครั้งอาจมีจุดแดงปะปนและอาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งช่องปากได้
- ภาวะหรือโรคอื่นๆ – ลิ้นเป็นฝ้าขาวอาจเกิดจากโรคอื่นๆ เช่น โรคไลเคนพลานัสในช่องปาก (Oral lichen planus) เป็นการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุในช่องปากอาจทำให้เกิดฝ้าขาวและแผลในปากได้, โรคลิ้นลายแผนที่ (Geographic tongue) ทำให้ลิ้นมีลายเป็นวงสีแดงล้อมด้วยขอบขาวๆ (แม้ไม่เป็นอันตราย), โรคซิฟิลิสระยะที่สองสามารถทำให้เกิดคราบขาวหรือแผลสีขาวบนลิ้นได้ นอกจากนี้มะเร็งลิ้นหรือมะเร็งช่องปากระยะแรกบางชนิดก็อาจแสดงอาการเป็นคราบฝ้าขาวบนลิ้นได้เช่นกัน (แต่พบได้น้อย)
อาการของลิ้นเป็นฝ้าขาว
อาการที่มักเกิดขึ้นเมื่อพบว่าลิ้นเป็นฝ้าขาวมีดังนี้:
- สีของลิ้นเปลี่ยนไป – ผิวลิ้นมีคราบขาวปกคลุมโดยอาจจะเป็นฝ้าขาวทั่วลิ้นหรือเป็นจุดหย่อมๆ ตามบริเวณต่างๆ ของลิ้นก็ได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับลิ้นปกติจะเห็นชัดเจนว่ามีสีชมพูของลิ้นลดลงชัดเจน
- มีกลิ่นปาก – คนที่ลิ้นเป็นฝ้าขาวมักมีกลิ่นปากร่วมด้วยเนื่องจากแบคทีเรียสะสมบนลิ้นและปล่อยสารที่มีกลิ่นออกมา นอกจากนี้บางคนอาจจะรู้สึกว่ามีรสขม เฝื่อนในปากร่วมด้วย
- รู้สึกระคายเคืองปาก – โดยทั่วไปลิ้นเป็นฝ้าขาวมักไม่ทำให้เจ็บ แต่หากเกิดจากการติดเชื้อรา (oral thrush) ผู้ป่วยอาจรู้สึกแสบร้อนหรือเจ็บในช่องปาก โดยเฉพาะขณะรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่ม และอาจมีรอยแดงอักเสบใต้บริเวณฝ้าขาวนั้นร่วมด้วย
- ลักษณะของคราบฝ้าขาว – หากเป็นคราบฝ้าขาวจากเชื้อรา Candida มักมีลักษณะเป็นคราบหนาสีขาวนวลคล้ายคราบนมจับที่ลิ้น สามารถเช็ดหรือขูดออกได้บางส่วนและมักทิ้งรอยแดงไว้บนผิวลิ้นด้านล่าง แต่ถ้าเป็นคราบฝ้าขาวจากโรคฝ้าขาว (leukoplakia) จะติดแน่นขูดไม่ออก และมักไม่มีอาการเจ็บแต่ควรระวังเพราะอาจกลายเป็นรอยโรคที่ร้ายแรงได้
- อาการอื่นๆ – ในบางรายตุ่มรับรสบนลิ้นอาจยาวขึ้นจนทำให้ลิ้นมีลักษณะคล้ายมีขนสีขาวหรือสีน้ำตาลปกคลุม (ภาวะลิ้นเป็นขน) ซึ่งเกิดจากการดูแลความสะอาดช่องปากไม่ดี ตุ่มลิ้นยาวผิดปกติ และคราบแบคทีเรียสะสม (อาการนี้มักไม่อันตรายและสามารถหายเองได้หากดูแลช่องปากดีๆ)
การรักษาลิ้นเป็นฝ้าขาว
การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้ลิ้นเป็นฝ้า หากฝ้าบนลิ้นเกิดจากการสะสมคราบธรรมดา เช่น ทำความสะอาดไม่ดีหรือปากแห้ง ก็สามารถดูแลรักษาตัวเองได้ แต่หากเกิดจากการติดเชื้อก็จำเป็นต้องไปพบแพทย์
- หมั่นแปรงฟันและลิ้นให้สะอาดวันละ 2 ครั้ง ใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ใช้ที่ขูดลิ้นขูดคราบบนลิ้นออกเบาๆ หรือใช้แปรงแปรงที่ลิ้นก็ได้เพื่อลดการสะสมของคราบแบคทีเรียและเศษอาหารบนลิ้น เพียงแค่นี้ก็ช่วยปัญหาลิ้นเป็นฝ้าจากคราบทั่วไปได้แล้ว
- ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอวันละ 8 แก้วเพื่อป้องกันปากแห้ง หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ลดการดื่มแอลกอฮอล์เพื่อไม่ให้เยื่อบุช่องปากระคายเคืองหรือเกิดคราบฝ้าขาวบนลิ้นบ่อยๆ
- หากฝ้าขาวบนลิ้นเกิดจากการติดเชื้อรา Candida (เช่น โรคเชื้อราในช่องปาก) ควรใช้ยาต้านเชื้อราในการรักษา เช่น ยาน้ำสำหรับกลั้วปากหรือยาเม็ด/ยาอมฆ่าเชื้อรา ตามที่แพทย์สั่งใช้นานประมาณ 1–2 สัปดาห์จนกว่าอาการจะหาย ในระหว่างนี้ต้องรักษาความสะอาดช่องปากควบคู่ไปด้วยเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ
- กรณีเป็นรอยโรคฝ้าขาวชนิด leukoplakia (คราบขาวหนาที่ขูดไม่ออก) การรักษาจะเน้นการลดปัจจัยที่กระตุ้นและติดตามความเปลี่ยนแปลงของรอยโรค แพทย์มักจะแนะนำให้หยุดสูบบุหรี่งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และนัดติดตามตรวจช่องปากเป็นระยะ หากรอยโรคมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือมีความเสี่ยง อาจต้องพิจารณาผ่าตัดนำเนื้อเยื่อส่วนนั้นออกมาตรวจและรักษาเพื่อป้องกันการลุกลามกลายเป็นมะเร็ง
- หากลิ้นเป็นฝ้าขาวเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ฟันปลอมที่ใส่ไม่พอดีและก่อให้เกิดการระคายเคือง ควรแจ้งทันตแพทย์ให้แก้ไขฟันปลอมหรือรักษาความสะอาดฟันปลอมให้ดีเพื่อลดการสะสมเชื้อโรคในช่องปาก รวมถึงรักษาโรคเหงือก ฟันผุ หรือปัญหาในช่องปากอื่น ๆ ที่เป็นต้นเหตุให้หายขาดเพื่อไม่ให้อาการลิ้นเป็นฝ้าขาวกลับมาเป็นซ้ำอีก
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์
- หากพยายามทำความสะอาดช่องปาก แปรงลิ้นอย่างดีแล้วแต่ฝ้าขาวยังไม่หายไปหรือเพิ่มขึ้นใน 1-2 อาทิตย์ ควรไปปรึกษาแพทย์เพิ่มเติม
- มีอาการเจ็บปวดหรืออาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เจ็บลิ้น แสบร้อน มีแผลในปาก กลืนอาหารลำบาก ควรไปพบแพทย์เพราะอาจมีการติดเชื้อหรือปัญหาอื่นๆ รวมอยู่ด้วย
- หากฝ้าบนลิ้นมีลักษณะหนามาก ขูดไม่ออก เป็นปื้นแข็งหรือมีจุดแดงร่วมอยู่ด้วย หรือมีต่อมน้ำเหลืองโต ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด เนื่องจากอาจเป็นรอยโรคฝ้าขาวชนิดร้ายแรงหรือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคมะเร็งในช่องปาก (โดยเฉพาะในผู้ที่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์บ่อยๆ)
- หากรู้สึกไม่สบายใจ ไม่แน่ใจว่าอาการลิ้นเป็นฝ้าขาวของตัวเองนั้นปกติหรือไม่ ก็สามารถไปพบทันตแพทย์เพื่อให้ตรวจได้ จะได้ทราบแน่ชัดว่าเป็นอะไร
