แปรงสีฟันไฟฟ้าเป็นแปรงสีฟันที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าในตัวสำหรับทำให้ขนแปรงเคลื่อนไหวโดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยทำความสะอาดฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเคลื่อนไหวของขนแปรงจะเป็นการสั่นไปมา หรือการหมุน แปรงสีฟันไฟฟ้ามีทั้งใช้แบตเตอรี่แบบถอดเปลี่ยนได้ และรุ่นที่เป็นถ่านชาร์จ
นอกจากนี้หลายๆ รุ่นยังมีตัวจับเวลาที่คอยช่วยเตือนให้แปรงฟันนานตามที่กำหนด เพื่อไม่ให้เราแปรงฟันเสร็จเร็วเกินไป และบางรุ่นก็มีเซ็นเซอร์จับความแรงในการใช้ หากผู้ใช้กดแปรงแรงเกินไปขณะแปรงฟันจนอาจจะเกิดความเสี่ยงทำให้คอฟันสึก แปรงสีฟันก็จะส่งสัญญาณเตือน แปรงสีฟันไฟฟ้ามักออกแบบมาให้หัวแปรงมีขนาดเล็กเพื่อช่วยให้สามารถเข้าทำความสะอาดตามซอกฟัน ฟันซี่ด้านใน หรือบริเวณที่เข้าถึงยากได้ง่ายขึ้น
ข้อดีของแปรงสีฟันไฟฟ้า

แปรงสีฟันไฟฟ้ามีข้อดีหลายอย่างเมื่อเทียบกับแปรงสีฟันธรรมดาดังนี้:
- กำจัดคราบพลัคและลดการเกิดโรคเหงือกได้มากขึ้น – งานวิจัยทางการแพทย์หลายชิ้นพบว่าแปรงสีฟันไฟฟ้ามีประสิทธิภาพในการกำจัดคราบพลัค และลดปัญหาเหงือกอักเสบได้ดีกว่าแปรงทั่วไป เช่น การทบทวนงานวิจัยที่มีผู้เข้าร่วมรวมกว่า 5,000 คน รายงานว่าหลังการใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง 3 เดือน สามารถลดปริมาณคราบพลัคบนฟันลงได้ประมาณ 21% และลดระดับอาการเหงือกอักเสบลง 11% เมื่อเทียบกับการใช้แปรงธรรมดา โดยสรุปพบว่าแปรงสีฟันไฟฟ้าช่วยลดคราบพลัคและอาการเหงือกอักเสบได้อย่างมีนัยสำคัญทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เมื่อเทียบกับการแปรงฟันด้วยมือ
- เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่บกพร่องในการเคลื่อนไหว เด็ก หรือผู้ที่ใส่อุปกรณ์จัดฟัน เพราะแปรงสีฟันไฟฟ้าสามารถช่วยให้การแปรงฟันทำได้ง่ายขึ้นและทั่วถึงขึ้น เนื่องจากตัวแปรงจะช่วยทำความสะอาดโดยอัตโนมัติ ลดภาระการออกแรงขยับมือของผู้ใช้
- ฟังก์ชันช่วยให้แปรงฟันได้ถูกวิธี: คุณสมบัติเสริมของแปรงไฟฟ้า เช่น ตัวจับเวลา ช่วยกระตุ้นให้ผู้ใช้แปรงฟันนาน ประมาณ 2 นาทีตามคำแนะนำของทันตแพทย์ทุกครั้ง นอกจากนี้ เซ็นเซอร์ตรวจจับแรงกดบนแปรงจะช่วยเตือนหากผู้ใช้กดแปรงแรงเกินไป ซึ่งมีส่วนป้องกันการแปรงฟันแรงเกินความจำเป็นที่อาจทำลายเหงือกหรือเคลือบฟันได้
- หัวแปรงเล็ก เข้าถึงซอกฟันได้ดี: หัวแปรงของแปรงสีฟันไฟฟ้าส่วนมากมีขนาดเล็กและออกแบบมาให้เข้าถึงบริเวณฟันกรามด้านในหรือซอกฟันได้ง่ายกว่าหัวแปรงธรรมดา การใช้แปรงไฟฟ้าจึงช่วยให้การทำความสะอาดครอบคลุมทุกพื้นผิวของฟันแต่ละซี่อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น
ประเภทของแปรงสีฟันไฟฟ้า
หากเราแบ่งประเภทของแปรงสีฟันไฟฟ้าออกตามรูปแบบการเคลื่อนไหวของหัวแปรง จะแบ่งได้ดังนี้
- แบบสั่นด้านข้าง (Side-to-Side หรือ “โซนิค”): หัวแปรงสั่นสะเทือนอย่างรวดเร็วในแนวด้านข้าง (ซ้าย-ขวา) เพื่อกำจัดคราบพลัคออกจากผิวฟัน การสั่นความถี่สูงระดับนี้มักถูกเรียกว่า ระบบโซนิค (sonic) ตามเสียงการสั่นที่เกิดขึ้น
- แบบหมุนสลับทิศทาง (Rotation-Oscillation): หัวแปรงมีลักษณะหมุนสลับไปมาทีละทิศทาง (หมุนไปข้างหนึ่งแล้วหมุนกลับอีกข้าง) อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในแปรงสีฟันไฟฟ้าหลายรุ่น งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าแปรงระบบหมุนสลับทิศทางนี้สามารถลดคราบพลัคและเหงือกอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่องในทุกช่วงเวลาที่ทำการศึกษา
- แบบหมุนรอบทิศทาง (Circular): หัวแปรงหมุนเป็นวงไปในทิศทางเดียวตลอดเวลา คล้ายการหมุนของแปรงขัด โดยทั่วไปหัวแปรงจะมีทรงกลมขนาดเล็กที่หมุนรอบตัวเองเพื่อทำความสะอาดฟัน
- แบบหมุนสวนทาง (Counter-Oscillation): แปรงชนิดนี้มีชุดขนแปรงสองชุดที่หมุนสั่นในทิศทางตรงกันข้ามพร้อมกัน (ชุดหนึ่งหมุนไปทางซ้าย อีกชุดหมุนไปทางขวา) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขจัดคราบ
- แบบคลื่นความถี่สูงพิเศษ (Ultrasonic): ใช้การสั่นสะเทือนด้วยคลื่นเสียงความถี่ระดับอัลตร้าโซนิก (สูงกว่า 20,000 Hz) ในการช่วยสลายคราบจุลินทรีย์ ซึ่งเป็นความถี่ที่สูงกว่าการสั่นแบบโซนิคทั่วไป
- แบบไอออนิก (Ionic): แปรงสีฟันไฟฟ้าประเภทนี้อาศัยกระแสประจุไฟฟ้าอ่อน (ไอออน) ในการช่วยดึงคราบพลัคออกจากผิวฟันขณะแปรง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีหลักการต่างจากการสั่นหรือหมุนของแปรงประเภทอื่น
การเลือกแปรงสีฟันไฟฟ้าต้องดูอะไรบ้าง
ในการเลือกซื้อแปรงสีฟันไฟฟ้าที่เหมาะสม ควรพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ต่อไปนี้:
- ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากองค์กรวิชาชีพด้านทันตกรรม เช่น มีตราสัญลักษณ์รับรองจากสมาคมทันตกรรมอเมริกัน (ADA Seal of Acceptance) ซึ่งเป็นการบอกว่าแปรงสีฟันนั้นผ่านการทดสอบแล้วว่ามีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการขจัดคราบจุลินทรีย์และลดเหงือกอักเสบได้จริง
- ใช้แปรงขนแปรงชนิดนุ่ม เพื่อป้องกันการทำลายผิวเคลือบฟันและเหงือกขณะใช้งานหัวแปรงควรมีขนาดเล็กพอที่จะแปรงเข้าถึงฟันทุกซี่ได้ทั่วถึง รวมถึงฟันกรามซี่ในสุด ทั้งนี้แปรงที่มีหัวเล็กจะช่วยให้ทำความสะอาดได้ทั่วถึงมากกว่า
- เลือกคุณสมบัติเสริมตามความต้องการของผู้ใช้ เช่น ตัวจับเวลาในตัวแปรงที่จะเตือนให้แปรงฟันให้ครบ 2 นาทีตามคำแนะนำของทันตแพทย์, เซ็นเซอร์เตือนเมื่อกดแปรงแรงเกินไปซึ่งช่วยป้องกันการแปรงฟันรุนแรงเกินควร เป็นต้น คุณสมบัติเหล่านี้ช่วยปรับปรุงพฤติกรรมการแปรงฟันให้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้
- แปรงสีฟันไฟฟ้ามีทั้งชนิดที่ใช้ถ่านแบบเปลี่ยนและแบบสามารถชาร์จไฟได้ ควรเลือกแบบที่สะดวกในการใช้งานและดูแลรักษา (เช่น หากเดินทางบ่อยอาจเลือกแบบใช้ถ่านซึ่งหาเปลี่ยนได้ง่าย)
- เปรียบเทียบราคาของตัวแปรงไฟฟ้าและค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนหัวแปรงใหม่เป็นระยะ แปรงสีฟันไฟฟ้าโดยทั่วไปจะมีราคาสูงกว่าแปรงธรรมดา และต้องมีการเปลี่ยนหัวแปรงเมื่อใช้งานไประยะหนึ่ง (แนะนำให้เปลี่ยนทุก 3-4 เดือน หรือเมื่อขนแปรงเริ่มบานเสียรูป) ดังนั้นควรคำนึงถึงงบประมาณในการซื้อตัวเครื่องและหัวแปรงสำรองอย่างต่อเนื่องด้วยว่าคุ้มค่ากับประโยชน์ที่ได้รับหรือไม่
วิธีการใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าให้ถูกต้อง

การใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการทำความสะอาดฟันและเหงือก โดยมีวิธีและขั้นตอนดังนี้:
- ชาร์จแบตให้เต็มหรือใส่ถ่านให้พร้อม ถ่านไม่ควรมีแบตเตอรี่อ่อน เพื่อให้แรงสั่นของแปรงคงที่ตลอดการแปรง
- บีบยาสีฟันลงบนหัวแปรงในปริมาณที่เหมาะสม (ประมาณขนาดเท่าเม็ดถั่วสำหรับผู้ใหญ่ และใช้เพียงแตะบาง ๆ สำหรับเด็กเล็ก) ใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์เหมือนกับการแปรงทั่วไปเพื่อช่วยป้องกันฟันผุ
- เปิดสวิตช์ให้หัวแปรงเริ่มสั่น/หมุน แล้วเริ่มแปรงที่ผิวฟันด้านนอก (ฟันด้านที่ชนกระพุ้งแก้ม) โดยค่อย ๆ เลื่อนหัวแปรงไปตามแนวฟันแต่ละซี่
- จ่อหัวแปรงลงบนผิวฟันแต่ละซี่ให้ขนแปรงสัมผัสผิวฟันและแนวเหงือก จากนั้นถือแปรงให้อยู่นิ่ง ๆ ประมาณ 2-3 วินาทีต่อซี่ เพื่อให้ขนแปรงไฟฟ้าสั่นทำความสะอาดคราบจุลินทรีย์บนฟันซี่นั้นอย่างเต็มที่ แล้วค่อยขยับไปยังฟันซี่ถัดไป ไล่ไปทีละซี่จนครบทุกซี่ในแต่ละด้านของขากรรไกร
- ใช้วิธีการเดียวกันแปรงทำความสะอาดที่ผิวด้านในของฟันแต่ละซี่ (ด้านที่อยู่ติดกับลิ้น) ให้ทั่วถึงทุกซี่ รวมถึงบริเวณด้านบดเคี้ยวของฟันกราม และอย่าลืมแปรงบริเวณฟันกรามซี่ในสุดทั้งด้านในและด้านนอกด้วย
- ไม่จำเป็นต้องออกแรงขัดหรือถูแปรงเหมือนการใช้แปรงมือ ปล่อยให้แปรงไฟฟ้าสั่นหรือหมุนทำความสะอาดผิวฟันเอง อย่ากดหัวแปรงใส่ฟันหรือเหงือกจนแรงเกินไป เพราะอาจทำให้เหงือกบาดเจ็บได้ (แปรงไฟฟ้าบางรุ่นจะมีเซ็นเซอร์แจ้งเตือนเมื่อกดแรงเกินไป เพื่อช่วยป้องกันปัญหานี้)
- ทำความสะอาดแปรงหลังใช้ เมื่อแปรงฟันเสร็จแล้ว ปิดเครื่องและถอดหัวแปรงออก (ถอดเฉพาะส่วนหัวถ้าเป็นแบบเปลี่ยนหัวได้) ล้างหัวแปรงและด้ามแปรงให้สะอาด ตั้งแปรงไว้ในที่ที่อากาศถ่ายเทเพื่อให้แห้งสนิท หลีกเลี่ยงการเก็บแปรงที่ยังชื้นลงในภาชนะปิดทึบ เพราะความชื้นอาจทำให้แบคทีเรียเติบโตบนขนแปรงได้
- แปรงฟันวันละอย่างน้อย 2 ครั้ง (ตอนเช้าและก่อนนอน) ครั้งละประมาณ 2 นาที ด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ ตามคำแนะนำของทันตแพทย์และองค์กรด้านทันตกรรม นอกจากนี้ ควรใช้ไหมขัดฟันหรืออุปกรณ์ทำความสะอาดซอกฟันร่วมด้วยวันละครั้ง เพื่อกำจัดเศษอาหารและคราบจุลินทรีย์ในบริเวณที่แปรงสีฟันเข้าไม่ถึง
