กลิ่นปาก (Halitosis) คือ กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นในช่องปากโดยมีสาเหตุมาจากการสะสมของแบคทีเรีย หรือปัจจัยอื่นๆ ในร่างกาย เช่น ปัญหาโรคทางเดินหายใจ โรคทางเดินอาหาร หรือการสูบบุหรี่
การมีกลิ่นปากส่งผลต่อความมั่นใจในการพูดคุยเป็นอย่างมาก จึงควรรีบทำการแก้ไขที่ต้นเหตุของกลิ่นปาก

สาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก
สาเหตุของกลิ่นปากสามารถแบ่งออกได้หลักๆ 3 อย่างดังนี้
1. การดูแลสุขภาพช่องปากไม่ดี
- แปรงฟันไม่สะอาด มีคราบแบคทีเรียสะสมตามฟัน ลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม
- มีหินปูน ฟันผุ เหงือกอักเสบ
- ปากแห้ง มีการผลิตน้ำลายลดลงทำให้การชะล้างแบคทีเรียลดลงไปด้วย ทำให้แบคทีเรียสะสมมากขึ้นจนเกิดกลิ่น
2. ปัจจัยภายนอกร่างกาย
- อาการปากแห้งจากยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้ ยาขับปัสสาวะ ยาคลายเครียด สามารถลดการหลั่งน้ำลายได้
- การสูบบุหรี่ทำให้มีกลิ่นตกค้างในปาก
3. ความผิดปกติในร่างกาย
- ปัญหาทางเดินหายใจและโพรงจมูก เป็นโรคไซนัสอักเสบ ภูมิแพ้ หายใจทางปาก หรือมีนิ่วในทอนซิล (Tonsil stones) ล้วนทำให้เกิดเมือกหรือเศษโปรตีนสะสม แบคทีเรียจึงเจริญเติบโตได้ดีและส่งกลิ่น
- ปัญหาทางเดินอาหาร เป็นโรคกรดไหลย้อน แผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ หรือมีส่วนโป่งพองในหลอดอาหาร ทำให้อาหารและกรดไหลย้อนขึ้นมา เกิดกลิ่นปากได้
- ภาวะเมตาบอลิซึมผิดปกติ คนไข้ที่เป็นโรคเบาหวานและไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ร่างกายจะเอาไขมันมาใช้แทนน้ำตาล ในลมหายใจหรือช่องปากจะมีกลิ่นคีโตน กลิ่นจะคล้ายน้ำมันอโรมา
- อายุ ผู้สูงอายุที่น้ำลายน้อยลง ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่างอาจเกิดกลิ่นปากได้ง่ายขึ้น
วิธีแก้ปากเหม็น
1. ดูแลสุขภาพช่องปากเป็นประจำ
- แปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ เพิ่มการแปรงฟันตอนกลางวันเพื่อป้องกันการสะสมของแบคทีเรีย
- ขูดหินปูนทุก 6 เดือนเพื่อลดการสะสมของแบคทีเรียบนคราบหินปูน
- ทำความสะอาดลิ้นและกระพุ้งแก้ม
- บ้วนน้ำหรือน้ำเกลือ ช่วยลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียในช่องปากได้สูงถึง 70% แม้กลิ่นปากจะกลับมาในเวลาไม่กี่ชั่วโมงก็ตาม

2. เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต
- ดื่มน้ำมากๆ ป้องกันปากแห้ง ลดการสะสมของแบคทีเรีย
- รับประทานอาหารที่มีกากใยเยอะๆ
- ลด เลิกการสูบบุหรี่
3. รักษาโรคที่เป็นอยู่
- รักษาโรคทางเดินหายใจและจมูก: ตรวจรักษาไซนัสอักเสบ ทอนซิลอักเสบ หรือลดการหายใจทางปาก
- รักษาโรคทางเดินอาหาร: หากสงสัยว่ากลิ่นปากเกิดจากกรดไหลย้อนหรือปัญหากระเพาะอาหาร ควรปรึกษาแพทย์
- ควบคุมโรคประจำตัว: เช่น โรคเบาหวาน เพื่อป้องกันการเกิดคีโตนและกลิ่นปาก
สรุป
กลิ่นปากไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ หากเริ่มต้นด้วยการดูแลสุขภาพช่องปากให้สะอาด แก้ปัญหาปากแห้ง ดื่มน้ำให้เพียงพอ และปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสม หากดูแลตนเองอย่างครบถ้วนแล้วกลิ่นปากยังไม่หาย ควรปรึกษาทันตแพทย์หรือแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุอื่นๆ และรับการรักษาอย่างเหมาะสม การจัดการกลิ่นปากอย่างถูกต้องจะช่วยให้คุณมีความมั่นใจในการพูดคุย พบปะผู้คน และดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างสบายใจมากขึ้น
