การสูญเสียฟันจากสาเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฟันผุขั้นรุนแรง ฟันแตก ฟันหัก หรือการถอนฟัน ย่อมส่งผลต่อการเคี้ยวอาหาร บุคลิกและความมั่นใจ การทำรากฟันเทียมจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกยอดนิยมที่ใช้ในการทดแทนฟันที่สูญเสียไป อย่างไรก็ตามก่อนที่จะทำรากฟันเทียม มีหลายปัจจัยที่ควรพิจารณาและทำความเข้าใจก่อน
ความแตกต่างระหว่างการรักษารากฟันและการทำรากฟันเทียม
มีคนไข้หลายคนสับสนระหว่างการรักษารากฟันและการทำรากฟันเทียม จึงจะขออธิบายถึงความแตกต่างก่อนดังนี้
การรักษารากฟัน (Root canal treatment): เป็นการรักษาฟันที่ยังคงอยู่ในช่องปากแต่ฟันซี่นั้นมีการผุหรืออักเสบจนทะลุเข้าไปในโพรงประสาทฟันแล้ว การรักษาจะเป็นการทำความสะอาดภายในรากฟันให้ปราศจากเชื้อแล้วอุดปิดโพรงประสาท จากนั้นจึงทำครอบฟันด้านบนเพื่อคงสภาพฟัน
การทำรากฟันเทียม (Dental Implant): จะเป็นการทำรากฟันเทียมขึ้นมาทดแทนรากฟันธรรมชาติที่สูญเสียไปแล้วจึงทำครอบฟันมาใส่ด้านบนเพื่อให้ใช้งานได้เหมือนฟันธรรมชาติ
สรุปง่ายๆ คือ หากฟันยังอยู่แต่เสียหายรุนแรงมีการติดเชื้อเข้าไปในโพรงประสาทฟัน การรักษารากฟันคือทางออก แต่หากฟันนั้นถูกถอนไปแล้ว การทำรากฟันเทียมคือการนำรากเทียมมาฝังเข้าไปในกระดูกขากรรไกรและใส่ฟันปลอมด้านบนเพื่อทำหน้าที่แทนฟันที่หายไป
ข้อควรรู้ก่อนทำรากฟันเทียม
1. เลือกคลินิกหรือสถานพยาบาลที่น่าเชื่อถือ
การเลือกสถานที่สำหรับทำรากฟันเทียมเป็นสิ่งสำคัญ ควรเลือกคลินิกที่มีความน่าเชื่อถือ ทันตแพทย์มีประสบการณ์และจบเฉพาะทางมา โดยสามารถศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ของคลินิกหรืออ่านรีวิวจากผู้ใช้บริการ ทันตแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงจะสามารถวางแผนการรักษาและแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง
นอกจากนั้นการทำรากฟันเทียมไม่จำเป็นต้องเลือกคลินิกใกล้บ้านเหมือนการจัดฟัน เพราะการทำรากฟันเทียมไม่ต้องไปพบทันตแพทย์บ่อยๆ ไปพบเพียงไม่กี่ครั้งก็เสร็จแล้ว
2. ราคาค่าใช้จ่ายของรากฟันเทียม
ค่าใช้จ่ายในการทำรากฟันเทียมจะขึ้นอยู่กับยี่ห้อและคุณภาพของวัสดุ ยี่ห้อที่มาจากเกาหลี (Osstem, Hiossen) จะมีราคาที่ถูกกว่าแบรนด์จากยุโรป (Straumann) อย่างไรก็ตามวัสดุแทบจะทุกแบรนด์จะทำมาจากไทเทเนียมที่มีความปลอดภัยกับร่างกาย มีความแข็งแรงสูง ส่วนครอบฟันมักทำจากเซรามิกซึ่งมีความใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติ คนไข้ควรสอบถามรายละเอียดค่าใช้จ่าย รวมถึงงวดการชำระเงินให้ดีเพื่อวางแผนการเงินให้ถูกต้อง
3. สภาพกระดูกของคนไข้
ก่อนทำรากฟันเทียม ทันตแพทย์จำเป็นต้องตรวจสอบปริมาณและคุณภาพของกระดูกบริเวณที่ต้องการฝังรากฟันเทียม โดยใช้การ X-ray 2 มิติ หรือ CT Scan 3 มิติ เพื่อประเมินสภาพกระดูกของคนไข้ หากปริมาณกระดูกไม่เพียงพอจะต้องทำการปลูกกระดูกก่อนทำรากฟันเทียม
4. ระยะเวลาและขั้นตอนการทำรากฟันเทียม
การทำรากฟันเทียมไม่สามารถเสร็จสิ้นได้ในครั้งเดียว จะต้องมีระยะเวลาในการรอให้กระดูกผสานเข้ากับรากฟันเทียมที่ฝังลงไปโดยทั่วไปอาจต้องใช้เวลา 4-6 เดือน หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคนไข้ เมื่อกระดูกและรากเทียมผสานกันดีแล้วจึงทำครอบฟันเป็นขั้นตอนสุดท้าย
5. การดูแลหลังการทำรากฟันเทียม
ให้ดูแลรากฟันเทียมเหมือนเป็นฟันจริงๆ
- แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันเพื่อป้องกันเศษอาหารสะสมบริเวณรอบๆ รากฟันเทียม
- พบทันตแพทย์ทุก 6 เดือนเพื่อตรวจดูสภาพฟัน
- หลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารแข็งมากๆ หรือเหนียวมากๆ เพื่อป้องกันไม่ให้รากฟันเทียมเสียหาย
6. ก่อนเข้ารับการทำรากฟันเทียม
- แจ้งประวัติยาประจำตัว ยาที่แพ้ หรือโรคประจำตัวให้หมดกับทันตแพทย์
- งดอาหารและเครื่องดื่มก่อนการผ่าตัดตามคำแนะนำของทันตแพทย์
