ฟันแท้มีกี่ซี่ ขึ้นเมื่อไหร่บ้าง ทำไมขึ้นช้า

ฟันแท้ คือ ฟันธรรมชาติชุดที่สองของมนุษย์ที่ขึ้นมาแทนที่ฟันน้ำนมเมื่อถึงวัย ฟันแท้จะมีขนาดใหญ่กว่าและมีสีออกเหลืองกว่าฟันน้ำนม เนื่องจากโครงสร้างของฟันที่แตกต่างกัน ฟันแท้ของคนเรามันทั้งหมด 32 ซี่ แบ่งเป็นฟันบน 16 ซี่ ฟันล่าง 16 ซี่ ฟันแท้ที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจะสามารถอยู่ได้ชั่วชีวิต

ฟันแท้มักขึ้นซี่แรกเมื่อเด็กมีอายุประมาณ 6 ปี ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่ฟันน้ำนมทยอยหลุดออก จากนั้นฟันแท้จะค่อยๆ ขึ้นมาแทนที่ฟันน้ำนมจนครบในช่วงวัยรุ่นตอนต้น ฟันแท้ซี่สุดท้ายมักขึ้นในช่วงอายุประมาณ 17-21 ปี

ฟันแท้ต่างกับฟันน้ำนมอย่างไร

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างฟันน้ำนมกับฟันแท้คือจำนวนและขนาดของฟัน เด็กเล็กจะมีฟันน้ำนมทั้งหมด 20 ซี่และมีขนาดเล็กกว่า สีขาวกว่า ในขณะที่ผู้ใหญ่จะมีฟันแท้จำนวน 32 ซี่ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าและมีสีออกเหลืองมากกว่า

สาเหตุที่ฟันแท้ดูเหลืองมากกว่าฟันน้ำนมเพราะชั้นเคลือบฟันของฟันแท้หนากว่าและทึบแสงกว่า ทำให้สีของเนื้อฟันซึ่งเป็นสีเหลืองผ่านออกมาให้เห็นได้มากขึ้น ฟันน้ำนมมีเคลือบฟันบางกว่าและมีเนื้อฟันน้อยกว่ามีสีออกขาวขุ่น นอกจากนี้ เคลือบฟันของฟันแท้ที่หนาและมีองค์ประกอบของแร่ธาตุสูงยังทำให้ฟันแท้มีความแข็งแรงทนทานต่อการผุกร่อนได้มากกว่าฟันน้ำนม ขณะที่ฟันน้ำนมเนื่องจากเคลือบฟันบางจึงผุได้ง่ายกว่า​

รูปร่างของฟันแท้และฟันน้ำนมก็มีรูปร่างต่างกันเล็กน้อย ฟันแท้ด้านหน้าจะสังเกตเห็นรอยหยักเล็กๆ 3 หยักได้ที่ปลายฟันซึ่งเป็นลักษณะปกติ และรอยหยักนี้จะค่อยๆ หายไปจากการสึกจากการกัดเคี้ยว ในขณะที่ฟันน้ำนมจะไม่มีรอยหยักดังกล่าว

นอกจากนั้นฟันแท้โดยเฉพาะฟันกรามมีผิวสำหรับบดเคี้ยวที่เป็นหลุมร่องลึกกว่าฟันน้ำนม ฟันน้ำนมมีรากฟันที่สั้นกว่าบางกว่าและจะเกิดการละลายของรากฟันเมื่อถึงเวลาที่ฟันน้ำนมต้องหลุดออกไปเพื่อให้ฟันแท้ขึ้นมาแทนที่ ลักษณะนี้ทำให้ฟันน้ำนมหลุดได้ง่ายขึ้นเมื่อมีฟันแท้ดันขึ้นมา ส่วนฟันแท้นั้นจะมีรากฟันที่ยาวและแข็งแรงกว่าเพื่อให้ยึดติดกับกระดูกขากรรไกรไปตลอดชีวิต (ยกเว้นกรณีเกิดโรคทางทันตกรรมต่างๆ หรือมีอุบัติเหตุ)

ฟันน้ำนมมีหน้าที่ในการรักษาพื้นที่บนขากรรไกรเพื่อรองรับฟันแท้ที่จะขึ้นมา กล่าวคือฟันน้ำนมทำหน้าที่เสมือน “ตัวกันพื้นที่” ให้ฟันแท้ขึ้นมาในตำแหน่งที่ถูกต้องตามแนวฟัน หากฟันน้ำนมหลุดหรือถูกถอนไปก่อนกำหนด (เช่น จากฟันผุหรืออุบัติเหตุ) อาจทำให้ฟันข้างเคียงล้มเอียงเข้าหาช่องว่าง ส่งผลให้ฟันแท้ที่จะขึ้นมาในภายหลังไม่มีพื้นที่เพียงพอและเกิดภาวะฟันซ้อนเกได้​

ในทางตรงกันข้าม ฟันแท้ไม่มีฟันชุดถัดไปมาดันหรือขึ้นมาแทนที่อีกแล้ว การสูญเสียฟันแท้ก่อนเวลาอันควร (เช่น ถอนออกเนื่องจากผุลึก) จะทำให้เกิดช่องว่างถาวรที่อาจนำไปสู่ปัญหาการสบฟันและการเรียงตัวของฟันที่ผิดปกติหากไม่ได้รับการใส่ฟันปลอมหรือการจัดฟันแก้ไข

โครงสร้างและหน้าที่ของฟันแท้

ส่วนประกอบของรากฟัน

ฟันแท้แต่ละซี่มีโครงสร้างพื้นฐานเหมือนกัน โดยแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักคือ ตัวฟัน (ส่วนที่อยู่เหนือเหงือก) และ รากฟัน (ส่วนที่ฝังอยู่ในกระดูกขากรรไกรใต้เหงือก)​

ส่วนที่เป็นรอยต่อระหว่างตัวฟันกับรากฟันเรียกว่า คอฟัน ซึ่งอยู่บริเวณขอบเหงือกพอดีในคนที่มีเหงือกสุขภาพดี

ตัวฟัน (Crown): เป็นส่วนที่มองเห็นในช่องปาก ประกอบด้วยชั้นเนื้อฟันและเคลือบด้วย เคลือบฟัน (enamel) ซึ่งเป็นสารที่แข็งที่สุดในร่างกาย มีลักษณะเรียบมันและมีสีขาวใส เคลือบฟันประกอบด้วยแร่ธาตุแคลเซียมฟอสเฟตในรูปผลึกไฮดรอกซีอะพาไทต์สูงถึงประมาณ 96% ของน้ำหนัก ทำหน้าที่ปกป้องเนื้อฟันด้านในจากการสึกกร่อนและการกัดกร่อนของกรด​

เนื้อฟัน (dentin): อยู่ใต้เคลือบฟันลงมา เป็นชั้นเนื้อเยื่อแข็งสีเหลืองที่มีโครงสร้างเป็นท่อเล็ก ๆ จำนวนมาก เนื้อฟันมีความแข็งรองลงมาจากเคลือบฟัน (มีแร่ธาตุประมาณ 70%) ทำหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงให้โครงสร้างฟันและป้องกันไม่ให้โพรงประสาทฟันได้รับอันตราย​

รากฟัน (Root): เป็นส่วนของฟันที่ฝังอยู่ในกระดูกขากรรไกร ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก รากฟันถูกปกคลุมด้วยชั้น เคลือบรากฟัน (cementum) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อแข็งสีเหลืองอ่อน เคลือบรากฟันมีความแข็งน้อยกว่าเคลือบฟันและเนื้อฟัน (มีแร่ธาตุประมาณ 45–50%) ทำหน้าที่ยึดเกาะกับเอ็นยึดปริทันต์​

ปลายสุดของรากฟันมีช่องเปิดเล็ก ๆ ให้เส้นเลือดและเส้นประสาทวิ่งเข้าออกมาเลี้ยงเนื้อเยื่อโพรงฟันภายใน

โพรงฟัน (Pulp chamber): บริเวณใจกลางของฟันเป็นโพรงที่บรรจุเนื้อเยื่อโพรงฟัน หรือที่มักเรียกว่า โพรงประสาทฟัน (dental pulp) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่ออ่อน ประกอบด้วยเส้นเลือดและเส้นประสาทที่มาหล่อเลี้ยงฟัน​

เนื้อเยื่อในโพรงฟันนี้มีหน้าที่ให้สารอาหารและความชุ่มชื้นแก่เนื้อฟัน ทำให้ฟันเป็นอวัยวะที่มีชีวิตและรับความรู้สึกได้ (เช่น ความรู้สึกเสียวหรือปวดฟัน) การอักเสบหรือติดเชื้อในโพรงประสาทฟันจะทำให้เกิดอาการปวดฟันอย่างรุนแรงและจำเป็นต้องรักษารากฟัน

อวัยวะปริทันต์ (Periodontium): ฟันแท้จะถูกยึดอย่างมั่นคงบนกระดูกขากรรไกรด้วยกลุ่มเนื้อเยื่อรอบรากฟันที่เรียกว่าอวัยวะปริทันต์ ซึ่งประกอบด้วย เหงือก (gingiva), เอ็นยึดปริทันต์ (periodontal ligament), กระดูกเบ้าฟัน (alveolar bone) และ เคลือบรากฟัน โครงสร้างเหล่านี้ทำงานร่วมกันเพื่อพยุงฟันไว้ไม่ให้ฟันโยกคลอน โดยเหงือกทำหน้าที่ปกป้องขอบกระดูกและต้านทานแรงเสียดสีจากการเคี้ยวอาหาร ส่วนเอ็นยึดปริทันต์เป็นเส้นใยคอลลาเจนที่เชื่อมระหว่างกระดูกรอบรากฟันกับผิวเคลือบรากฟัน ทำหน้าที่รองรับแรงบดเคี้ยวและทำให้ฟันมีความยืดหยุ่นเล็กน้อยในเบ้ากระดูก

หน้าที่ของฟันแท้: หน้าที่หลักของฟัน คือ กัดและบดเคี้ยวอาหาร ให้ละเอียดพอที่จะกลืนและย่อยง่าย ช่วยให้อวัยวะในระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ​

นอกจากนี้ฟันยังมีบทบาทในการช่วยให้การออกเสียงชัดเจน (ฟันหน้ามีส่วนในการออกเสียงพยัญชนะบางเสียง) และช่วยพยุงโครงสร้างใบหน้าและริมฝีปากให้ได้รูป การมีฟันอยู่ครบทำให้ใบหน้ามีโครงสร้างที่สมบูรณ์ ถ้าฟันสูญเสียไปจะส่งผลต่อรูปหน้าและรอยยิ้มอย่างชัดเจน

เพื่อให้การบดเคี้ยวอาหารมีประสิทธิภาพ ธรรมชาติได้สร้างฟันแท้ให้มีรูปร่างแตกต่างกัน 4 ประเภท แต่ละประเภททำหน้าที่เฉพาะดังนี้​

  • ฟันตัด (Incisors): อยู่ด้านหน้าสุดของช่องปาก มีลักษณะขอบกัดตรงคล้ายใบมีด มีหน้าที่กัดหรือ ตัด อาหารเป็นชิ้นเล็กๆ
  • ฟันเขี้ยว (Canines): มีลักษณะปลายแหลม รากฟันยาวที่สุด ใช้ฉีกอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่เหนียวหรือเป็นเส้นใย
  • ฟันกรามน้อย (Premolars): อยู่ถัดจากฟันเขี้ยว มีขนาดเล็กกว่าฟันกราม มีผิวด้านบดเคี้ยวแบนราบและมีปุ่มฟัน 2 ปุ่ม (จึงเรียก bicuspid) ทำหน้าที่บดเคี้ยวและฉีกอาหาร ช่วยส่งผ่านอาหารจากฟันหน้าไปสู่ฟันกรามใหญ่
  • ฟันกราม (Molars): ฟันกรามแท้หรือฟันกรามใหญ่ อยู่ด้านหลังสุด มีขนาดใหญ่ที่สุด ลักษณะคล้ายๆ สี่เหลี่ยม มีผิวด้านบดเคี้ยวกว้างและมีปุ่มฟันหลายปุ่ม เหมาะสำหรับบดและเคี้ยวอาหารให้ละเอียด ฟันกรามยังช่วยรองรับโครงสร้างใบหน้าแก้มให้คงรูปอีกด้วย

ฟันแท้มีกี่ซี่ แบ่งออกเป็นอะไรบ้าง

ฟันแท้ทั้งหมด 32 ซี่ โดยแบ่งเป็นฟันขากรรไกรบน 16 ซี่ และขากรรไกรล่าง 16 ซี่​ สามารถจำแนกออกตามรูปร่างและตำแหน่งได้เป็น 4 ประเภทหลัก ๆ​ ดังนี้:

ฟันตัด (Incisors) – มี 8 ซี่ อยู่ด้านหน้าสุดของแต่ละขากรรไกร (ขากรรไกรละ 4 ซี่ ได้แก่ ฟันตัดกลาง 2 ซี่และฟันตัดข้าง 2 ซี่) ใช้สำหรับกัดตัดอาหารเป็นหลัก
ฟันเขี้ยว (Canines) – มี 4 ซี่ อยู่ถัดจากฟันตัดข้างไปทางด้านหลัง (ขากรรไกรบน 2 ซี่ ขากรรไกรล่าง 2 ซี่) มีปลายแหลมคมสำหรับฉีกอาหาร
ฟันกรามน้อย (Premolars) – มี 8 ซี่ อยู่ถัดจากฟันเขี้ยวไปทางด้านหลัง ในขากรรไกรบน 4 ซี่และขากรรไกรล่าง 4 ซี่ (แต่ละขากรรไกรมีฟันกรามน้อยอันดับหนึ่งและสองฝั่งละคู่) ฟันกรามน้อยมีขนาดเล็กกว่าฟันกรามใหญ่ ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารช่วยร่วมกับฟันกราม
ฟันกราม (Molars) – มี 12 ซี่ แบ่งเป็นฟันกรามแท้อันดับหนึ่ง 4 ซี่, ฟันกรามแท้อันดับสอง 4 ซี่, และฟันกรามซี่ที่สาม 4 ซี่ (ฟันกรามซี่ที่สามมักเรียกว่าฟันคุด) ฟันกรามอยู่บริเวณหลังสุดของช่องปาก (ขากรรไกรละ 6 ซี่) มีพื้นที่บดเคี้ยวกว้างที่สุดสำหรับบดอาหารให้ละเอียด

ในการระบุฟันแต่ละซี่โดยละเอียด ทันตแพทย์มักกำหนดหมายเลขหรือตำแหน่งของฟัน เช่น “ฟันตัดกลางบนขวา” หรือ “ฟันกรามน้อยซี่ที่หนึ่งล่างซ้าย” เป็นต้น แต่สำหรับภาพรวมจำนวนและประเภท การจำแนกดังกล่าวช่วยให้เข้าใจโครงสร้างชุดฟันถาวรของมนุษย์ได้ง่ายขึ้น

ลำดับการขึ้นของฟันแท้และช่วงอายุของการขึ้นฟันแต่ละซี่

ฟันแท้จะค่อย ๆ ทยอยขึ้นตามอายุที่มากขึ้น ช่วงระยะที่เปลี่ยนผ่านจากฟันน้ำนมเป็นฟันแท้เรียกว่า “ระยะฟันผสม” (mixed dentition) โดยทั่วไปฟันน้ำนมชุดแรกจะเริ่มหลุดเมื่อเด็กอายุประมาณ 6 ปี และฟันแท้ซี่แรกจะเริ่มปรากฏให้เห็นในช่วงเวลานั้น กระบวนการนี้จะดำเนินต่อเนื่องไปจนกระทั่งเด็กเข้าสู่วัยรุ่นตอนต้นซึ่งฟันแท้ (ยกเว้นฟันคุด) ขึ้นครบ 28 ซี่ หลังจากนั้นฟันจะหยุดขึ้นไปช่วงหนึ่งจนกระทั่งฟันกรามซี่ที่สามขึ้นในช่วงวัยรุ่นตอนปลายหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น​

ลำดับและอายุที่ฟันแท้แต่ละซี่จะขึ้นมีดังนี้​

อายุ 6–7 ปี: ฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่ง (ซี่กรามใหญ่สุดท้ายด้านหลังของฟันน้ำนม) ทั้งขากรรไกรบนและล่าง จะเริ่มโผล่ขึ้นมา พร้อมกับ ฟันตัดกลางล่าง (ฟันหน้าล่างคู่กลาง) ซึ่งเป็นฟันแท้ซี่แรกที่ขึ้นมาแทนฟันน้ำนมที่หลุดไป ฟันกรามแท้ชุดแรกนี้มักเรียกกันว่า “ฟัน 6 ขวบ” เนื่องจากขึ้นตอนอายุประมาณ 6 ปี และถือเป็นฟันแท้ซี่แรก ๆ ที่ขึ้นโดยไม่ได้ขึ้นมาแทนฟันน้ำนม (ขึ้นแทรกหลังฟันน้ำนมชุดเดิม)​

อายุ 7–8 ปี: ฟันตัดกลางบน (ฟันหน้าบนคู่กลาง) และ ฟันตัดข้างล่าง (ฟันหน้าล่างคู่ข้าง) จะเริ่มขึ้นมาแทนที่ฟันน้ำนมเดิม เด็กส่วนใหญ่อายุประมาณ 7 ขวบจะมีฟันหน้าล่างขึ้นแล้ว 4 ซี่ (ฟันตัดล่างคู่กลางและคู่ข้าง) และฟันหน้าบนขึ้น 2 ซี่ (คู่กลางบน)

อายุ 8–9 ปี: ฟันตัดข้างบน (ฟันหน้าบนคู่ข้าง) จะขึ้นถัดมา ทำให้ฟันหน้าบนครบ 4 ซี่ในช่วงอายุประมาณ 8–9 ปี

อายุ 9–10 ปี: ฟันเขี้ยวล่าง (ทั้งซ้ายและขวา) เริ่มปรากฏขึ้นแทนฟันเขี้ยวน้ำนม ฟันเขี้ยวล่างมักขึ้นก่อนฟันเขี้ยวบนเล็กน้อย

อายุ 10–12 ปี: เป็นช่วงที่ฟันหลายประเภทขึ้นพร้อม ๆ กันในตำแหน่งต่าง ๆ ได้แก่ ฟันกรามน้อยซี่ที่หนึ่งบน (ประมาณ 10–11 ปี) ตามด้วย ฟันกรามน้อยซี่ที่หนึ่งล่าง (ประมาณ 10–12 ปี) และ ฟันกรามน้อยซี่ที่สองบน (ประมาณ 10–12 ปี) ฟันเหล่านี้ขึ้นมาแทนที่ฟันกรามน้ำนม (ฟันกรามเด็ก) ที่มีอยู่เดิม นอกจากนี้ ฟันเขี้ยวบน มักจะขึ้นช่วงปลายของช่วงอายุนี้ (ราว 11–12 ปี) โดยฟันเขี้ยวบนเป็นฟันซี่สุดท้ายของด้านหน้าที่ขึ้นลงมาประสานกับฟันล่าง

อายุ 11–13 ปี: ฟันกรามแท้ซี่ที่สอง ทั้งขากรรไกรล่างและบนจะทยอยขึ้นในช่วงนี้ โดยฟันกรามแท้ล่างซี่ที่สองอาจขึ้นตั้งแต่อายุประมาณ 11 ปี และฟันกรามแท้บนซี่ที่สองจะขึ้นจนครบเมื่ออายุประมาณ 12–13 ปี เมื่อฟันกรามซี่ที่สองขึ้นครบ เด็กส่วนใหญ่จะมีฟันแท้ครบ 28 ซี่ ภายในอายุ ~12–13 ปี​

(ฟันแท้ครบชุดยกเว้นฟันกรามซี่ที่สาม)

อายุ ~17–21 ปี: ฟันกรามซี่ที่สาม (Third molar หรือฟันคุด) จำนวน 1–4 ซี่ จะเริ่มโผล่ขึ้นในช่วงวัยรุ่นตอนปลายถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น (โดยทั่วไปประมาณช่วงอายุ 18 ปีบวกลบ)​

ฟันกรามซี่ที่สามนี้บางคนอาจขึ้นครบทั้ง 4 ซี่ บางคนขึ้นบางซี่ หรือบางคนอาจไม่มีฟันคุดขึ้นเลยก็ได้ ทั้งนี้การขึ้นของฟันกรามซี่ที่สามมีความหลากหลายและมักมีปัญหาเรื่องทิศทางการขึ้นหรือพื้นที่ขากรรไกรไม่พอ ทำให้เกิดฟันคุดที่ต้องผ่าตัดออก

ถ้าฟันแท้บางซี่ยังไม่ขึ้นตามช่วงอายุข้างต้น ผู้ปกครองควรพาเด็กไปพบทันตแพทย์ตรวจเพื่อติดตาม และเอ็กซ์เรย์ดูการก่อตัวของฟันถาวรใต้เหงือกว่ามีความผิดปกติหรือไม่

ทำไมฟันแท้ขึ้นช้า

เด็กบางคนฟันแท้ขึ้นช้ากว่าปกติซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุดังนี้:

พันธุกรรม: เด็กบางคนอาจมีฟันแท้ขึ้นช้ากว่าเด็กส่วนใหญ่ เช่น เด็กบางคนอาจฟันแท้ขึ้นครบช้ากว่าค่าเฉลี่ย 1–2 ปี โดยไม่ได้มีพยาธิสภาพใดๆ ปัจจัยทางพันธุกรรมมีบทบาทอย่างมาก เด็กที่พ่อแม่มีประวัติฟันขึ้นช้าก็อาจมีฟันขึ้นช้าเช่นกัน กรณีที่ฟันขึ้นช้าเล็กน้อยแต่ไม่เกินกว่าเกณฑ์เฉลี่ยมากนักจะไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติ​

ขาดสารอาหารหรือมีโรคบางอย่าง: เด็กที่ขาดสารอาหารโดยเฉพาะแคลเซียมและวิตามินดี อาจมีฟันขึ้นช้ากว่าปกติ นอกจากนี้โรคหรือความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ เช่น ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน (hypothyroidism) หรือภาวะเตี้ยแคระแกร็นจากขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต ก็เป็นสาเหตุให้ฟันแท้ขึ้นล่าช้าได้เช่นกัน ในบางกรณีที่รุนแรงกว่านั้น กลุ่มอาการทางพันธุกรรมบางอย่าง (เช่น กลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม) มักพบว่ามีการขึ้นฟันช้ากว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ​

ฟันน้ำนมหลุดช้า หลุดยาก: หากฟันน้ำนมซี่ใดยังไม่ยอมหลุดทั้งที่ฟันแท้ได้พัฒนาพร้อมจะขึ้นแล้ว ฟันแท้นั้นก็จะขึ้นไม่ได้หรือขึ้นช้า สาเหตุนี้พบได้บ่อย เช่น ฟันเขี้ยวบนเป็นฟันที่มักขึ้นช้าหรือมีปัญหาฟันซ้อน เนื่องจากฟันเขี้ยวน้ำนมบางคนไม่ยอมหลุดตามเวลา ทำให้ฟันเขี้ยวแท้ต้องขึ้นช้าและอาจขึ้นในตำแหน่งที่ผิดปกติ กรณีฟันน้ำนมไม่ยอมหลุดนี้ ทันตแพทย์อาจถอนฟันน้ำนมออกเพื่อเปิดทางให้ฟันแท้ขึ้นมาได้สะดวกขึ้น

ขนาดฟันและขากรรไกรไม่สมดุลกัน: ในบางคนขนาดของฟันแท้ (โดยเฉพาะฟันหน้าหรือฟันเขี้ยว) มีขนาดใหญ่แต่ขากรรไกรมีขนาดเล็ก ทำให้ไม่มีช่องว่างพอที่ฟันจะขึ้นมาในแนวปกติ กรณีนี้ฟันแท้อาจจะขึ้นช้าหรือขึ้นได้เพียงบางส่วน จนเกิดเป็นฟันซ้อนเก ไม่เรียงตัวตามแนวฟัน ยิ่งไปกว่านั้น หากพื้นที่ขากรรไกรจำกัดมาก ฟันบางซี่อาจไม่สามารถขึ้นได้เลยเพราะไม่มีที่ว่าง กรณีนี้จัดว่าเป็นฟันคุดประเภทหนึ่ง แม้จะไม่ใช่ฟันกรามซี่ที่สามก็ตาม สาเหตุเรื่องความไม่สมดุลของขนาดฟันกับขากรรไกรนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยของฟันขึ้นผิดตำแหน่งหรือขึ้นช้า โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ขนาดขากรรไกรคนเรามีแนวโน้มเล็กลงเมื่อเทียบกับยุคก่อนๆ

ทิศทางหรือตำแหน่งหน่อฟันผิดปกติ (Impaction): หากหน่อฟันแท้ที่อยู่ใต้เหงือกมีการเรียงตัวหรือมีทิศทางการงอกที่ผิดปกติ เช่น ฟันแท้ขึ้นเอียงไปชนกับรากฟันข้างเคียง, ฟันขึ้นในแนวนอน, หรือหน่อฟันอยู่ผิดตำแหน่งไปติดกับกระดูกบางส่วน กรณีเหล่านี้ฟันแท้จะไม่สามารถขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ​ ฟันคุดก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ ทันตแพทย์จะตรวจพบได้จากการ X-ray และรักษาด้วยการผ่าตัดเปิดเหงือกหรือผ่าฟันคุดเพื่อช่วยให้ฟันขึ้นมาได้หรือป้องกันไม่ให้เกิดการทำลายรากฟันข้างเคียง

รากฟันยึดติดกับกระดูก (Dental ankylosis): เป็นภาวะที่รากฟัน (มักเกิดในฟันน้ำนมที่หลุดช้า หรือบางครั้งเกิดกับฟันแท้) หลอมรวมติดแน่นกับกระดูกเบ้าฟันรอบ ๆ จึงไม่สามารถเคลื่อนตัวขึ้นมาได้ตามปกติ ภาวะนี้ทำให้ฟันซี่นั้นเหมือนจมอยู่กับที่ เมื่อฟันอื่นขึ้นสูงขึ้นตามอายุ ฟันที่ถูกยึดติดจะยิ่งต่ำกว่าระดับสบฟันมากขึ้น กรณีนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาจากทันตแพทย์ อาจด้วยการผ่าตัดนำฟันที่ยึดติดออกหรือการจัดฟันช่วยดึง ทั้งนี้อัตราการเกิดกับฟันแท้พบได้น้อย

การไม่มีหน่อฟันถาวร (Congenital absence): ในบางกรณีที่ฟันแท้ไม่ขึ้นมาเลย อาจเกิดจากการที่แต่กำเนิดไม่มีการสร้างหน่อฟันถาวรซี่นั้นอยู่ใต้เหงือกตั้งแต่แรก ภาวะฟันขาดแต่กำเนิดนี้พบได้บ่อยในฟันบางตำแหน่ง เช่น ฟันกรามน้อยซี่ที่สองล่าง หรือฟันตัดข้างบน หากเด็กอายุเกินเกณฑ์มากแล้ว (เช่น เลย 2–3 ปี มาแล้วจากช่วงที่ฟันควรจะขึ้น) และฟันยังไม่ขึ้น ทันตแพทย์จะตรวจเอ็กซ์เรย์เพื่อดูว่ามีหน่อฟันอยู่หรือไม่ ถ้าพบว่าไม่มีหน่อฟันถาวร ฟันน้ำนมซี่นั้นอาจเก็บไว้ใช้งานให้นานที่สุดเท่าที่จะอยู่ได้ หรือพิจารณาทำฟันปลอมหรือรากฟันเทียมเมื่อถึงวัยผู้ใหญ่

สาเหตุอื่นๆ: การบาดเจ็บหรือการติดเชื้อที่กระทบต่อหน่อฟันถาวรขณะกำลังพัฒนาก็อาจชะลอหรือหยุดการขึ้นของฟันซี่นั้นได้ เช่น การได้รับอุบัติเหตุกรามกระแทกอย่างรุนแรงในวัยเด็ก, การฉายรังสีรักษาบริเวณใบหน้าในเด็กที่เป็นมะเร็ง, หรือการติดเชื้อในกระดูกขากรรไกรที่ทำลายถุงหน่อฟัน ถ้าเกิดกรณีเหล่านี้ฟันอาจขึ้นช้ามากผิดปกติหรือไม่ขึ้นเลย

ฟันแท้ยังขึ้นไม่หมด สามารถจัดฟันได้หรือไม่

สามารถจัดฟันได้แม้ฟันแท้ยังขึ้นไม่หมด ไม่จำเป็นต้องรอให้ฟันแท้ขึ้นครบทุกซี่ โดยทั่วไปทันตแพทย์จะรอให้ฟันแท้ ส่วนใหญ่ ขึ้นก่อน โดยเฉพาะฟันกรามน้อย (premolars) ควรขึ้นครบ เพราะฟันเหล่านี้จำเป็นต่อการติดเครื่องมือจัดฟันและควบคุมการเคลื่อนฟัน แต่ไม่จำเป็นว่าจะต้องรอให้ฟันกรามซี่ที่สองหรือฟันคุดขึ้นเรียบร้อยจึงจะเริ่มจัดฟัน และจริงๆ แล้วหากฟันกรามซี่ไหนยังขึ้นไม่เต็มที่ ทันตแพทย์ก็สามารถติดเครื่องมือกันที่ว่างไว้หรือวางแผนรองรับล่วงหน้าสำหรับฟันที่จะขึ้นตามมาได้​

ปัจจุบันมีแนวทางการจัดฟันแบบ Interceptive Orthodontics หรือการจัดฟันระยะแรกที่ เริ่มทำได้ตั้งแต่ยังมีฟันน้ำนมหลงเหลืออยู่ (ระยะฟันผสม) เพื่อแก้ไขความผิดปกติที่ควรได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ เช่น ขากรรไกรแคบ ฟันยื่น ฟันกัดคร่อม เป็นต้น ทันตแพทย์อาจเริ่มจัดฟันให้เด็กตั้งแต่อายุเพียง 7–9 ปี ในบางกรณีที่จำเป็นต้องขยายขากรรไกรหรือจัดการปัญหาฟันก่อนที่จะรุนแรงขึ้น การจัดฟันตั้งแต่เด็กเมื่อเริ่มมีฟันแท้ซี่แรกหรือฟันแท้ชุดหน้าขึ้นมาจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ง่ายกว่าและใช้ประโยชน์จากการเจริญเติบโตของขากรรไกรได้เต็มที่ โดยไม่ต้องรอให้ฟันแท้ขึ้นครบทั้งปาก​

สำหรับกรณีทั่วไป ส่วนมากจะเริ่มจัดฟันเมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่นตอนต้น (ประมาณ 11–13 ปี) ซึ่งฟันแท้ขึ้นมาเกือบหมดแล้ว ยกเว้นฟันกรามซี่ที่สาม การจัดฟันสามารถทำได้แม้ฟันกรามซี่ที่สองยังขึ้นไม่เต็มที่ โดยทันตแพทย์อาจปล่อยให้ฟันซี่นั้นขึ้นต่อเองระหว่างกระบวนการจัดฟัน หรือถ้าจำเป็นก็สามารถใช้อุปกรณ์ช่วยดึงให้ฟันขึ้นมาเร็วขึ้นได้ ในกรณีที่ฟันแท้บางซี่ยังไม่ขึ้นและยังมีฟันน้ำนมค้างอยู่ ทันตแพทย์จัดฟันอาจพิจารณาถอนฟันน้ำนมซี่นั้นออกและรอดึงฟันแท้ขึ้นมาด้วยเครื่องมือจัดฟันตามเหมาะสม ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องรอฟันแท้ขึ้นครบทุกซี่ก่อนจัดฟัน เพียงแต่จะต้องวางแผนการรักษาให้สอดคล้องกับระยะการขึ้นฟันของคนไข้

บทความนี้ตรวจสอบโดย

Adisorn Hanworawong

ทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Master in Implant Dentistry (gIDE/UCLA CA. USA.)
วท.ม. สาขาวิทยาการแพทย์ (วิศวกรรมเนื้อเยื่อ)
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประกาศนียบัตร อบรมหลักสูตรจัดฟัน Fellowship of Indian Academy of Orthodontics
Invisalign Cert., Invisalign provider

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้เหล่านี้มีไว้เพื่อช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ของคุณได้ดียิ่งขึ้น ข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปวิเคราะห์และใช้ในการพัฒนาปรับปรุงเนื้อหา บริการ และการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้กับคุณ ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวจะไม่มีการเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกและจะถูกเก็บเป็นความลับ

บันทึกการตั้งค่า