Hot tooth คือ ฟันที่เกิดการอักเสบของโพรงประสาทฟันขั้นรุนแรงชนิดที่ไม่อาจหายเองได้แม้กำจัดสิ่งกระตุ้นออกไป (Symptomatic Irreversible Pulpitis) คนไข้จะมีอาการปวดมากอย่างต่อเนื่อง ไวต่อความเย็น ความร้อน หรือการกระตุ้นมาก การใช้ยาชามักออกฤทธิ์ได้น้อยกว่าปกติ หรือมักไม่ค่อยได้ผล เนื่องจากบริเวณที่อักเสบมีความเป็นกรดสูงและเลือดไหลเวียนมาก ยาชาจะถูกพาออกจากบริเวณที่ต้องการเร็วกว่าปกติ จึงมักต้องใช้ยาชาปริมาณมากกว่าปกติก่อนทำการรักษาคลองรากฟันหรือถอนฟันเพื่อบรรเทาอาการปวด

สาเหตุของการเกิด Hot tooth
สาเหตุหลักของการเกิด hot tooth คือการที่เนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟันซึ่งเป็นเนื้อเยื่ออ่อนที่อยู่ในฟัน และเป็นที่อยู่ของเส้นประสาทและเส้นเลือด เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงและติดเชื้อจนไม่สามารถหายเองได้ โดยสามารถแบ่งสาเหตุของการเกิดเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
สาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด คือเชื้อแบคทีเรียเข้าไปในโพรงประสาทฟันผ่านทางช่องทางต่างๆ จนเกิดอาการอักเสบ ไม่ว่าจะเป็น
ฟันผุ – พอฟันผุมากจนถึงชั้นโพรงประสาทฟันได้ แบคทีเรียก็จะเข้าไปถึงเส้นประสาทและเส้นเลือดได้ ทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงและติดเชื้อ
ฟันแตก ฟันร้าว – การเคี้ยวของแข็ง เช่น น้ำแข็ง กระดองปู หรืออุบัติเหตุ อาจทำให้เกิดรอยแตกรอยร้าวบนตัวฟัน ซึ่งรอยร้าวเหล่านี้แบคทีเรียก็สามารถเข้าไปข้างในได้ รอยร้าวบางครั้งอาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าหรือแม้กระทั่งภาพ X-ray ทำให้วินิจฉัยได้ยาก
มีการรั่วซึมของวัสดุอุดฟัน – วัสดุอุดฟันเก่าหรือเสื่อมสภาพ หรือแตกออก หรือมีขอบที่ไม่แนบสนิทไปกับตัวฟันจะทำให้เกิดช่องว่างเล็กๆ ที่แบคทีเรียสามารถเข้าไปได้

สาเหตุจากการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ
การถูกกระแทกอย่างรุนแรงจากการเล่นกีฬา อุบัติเหตุ หกล้ม หรืออุบัติเหตุทางรถยนต์ สามารถทำให้เส้นเลือดที่ปลายรากฟันซึ่งทำหน้าที่ส่งเลือดมาหล่อเลี้ยงโพรงประสาทฟันเกิดการฉีกขาดได้ และเมื่อเลือดไม่สามารถมาเลี้ยงได้ เนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟันก็จะตายลงและเกิดการติดเชื้อตามมา
การนอนกัดฟัน หรือการสบฟันที่ผิดปกติ ทำให้ฟันบางซี่ต้องรับแรงกระแทกเป็นประจำบ่อยๆ ก็สามารถสร้างความเสียหายและก่อให้เกิดอาการอักเสบเรื้อรังหรือเกิดรอยร้าวบนฟันจนนำไปสู่ภาวะ hot tooth ได้
ทำไมยาชาไม่ค่อยได้ผล
โดยปกติแล้วร่างกายคนเรามีสภาพกลางๆ หรือเป็นด่างอ่อนๆ pH ประมาณ 7.4 แต่เมื่อเกิดการอักเสบติดเชื้อรุนแรง ร่างกายจะหลั่งสารต่างๆ ออกมาทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นมีความเป็นกรดมากกว่าปกติ pH เหลือประมาณ 5-6
ยาชาที่ใช้กันทั่วไปเป็นสารประกอบประเภทเบสอ่อน มักอยู่ใน 2 รูปแบบคือ
- แบบแตกตัว (Ionized Form / B-H⁺): เป็นโมเลกุลที่มีประจุไฟฟ้า ละลายในน้ำได้ดี แต่ผ่านเยื่อหุ้มเส้นประสาท (ที่เป็นไขมัน) ไม่ได้
- แบบไม่แตกตัว (Non-ionized Form / B): เป็นโมเลกุลที่ไม่มีประจุ ละลายในไขมันได้ดี จึงสามารถ แทรกซึมผ่านเยื่อหุ้มเส้นประสาทเข้าไปได้
ขั้นตอนการทำงานของยาชาปกติคือจะฉีดเข้าไป (ส่วนใหญ่เป็นแบบ B) เข้าไปผ่านเยื่อหุ้มประสาท และเมื่อเข้าไปข้างในแล้วจะเปลี่ยนเป็นแบบ B-H⁺ และไปกั้นสัญญาณความเจ็บปวด ทำให้เรารู้สึกชา
แต่ในภาวะ hot tooth ยาชาที่ถูกฉีดเข้าไป จะไปเจอกับสภาพแวดล้อมที่เป็นกรด ยาชาจะกลายเป็นรูปแบบแตกตัวเกือบทั้งหมดตั้งแต่ยังอยู่นอกเส้นประสาท จึงทำให้ไม่สามารถซึมเข้าไปข้างในได้
นอกจากนั้นเส้นประสาทของคนเราเองก็มีผล
โดยปกติแล้วเส้นประสาทของคนเราต้องการการกระตุ้นในระดับหนึ่งจึงจะส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปที่สมอง แต่เมื่อเกิดการอักเสบ สารเคมีที่ร่างกายหลั่งออกมาจะไปทำให้เส้นประสาทในบริเวณนั้นไวต่อการกระตุ้นมากกว่าปกติอย่างมาก ทำให้แม้ยาชาบางส่วนจะเข้าไปได้ แต่ก็จะไม่มากพอที่จะหยุดยั้งการส่งสัญญาณว่าเจ็บ
อีกปัญหาคือบริเวณที่อักเสบจะมีเลือดมาเลี้ยงมากกกว่าปกติ ทำให้เลือดที่ไหลเวียนปริมาณมากกว่าปกตินี้จะพาเอายาชาออกไปได้ไวกว่าปกติด้วย
อาการของคนเป็น Hot tooth
- อาการอาจจะเริ่มจากการเสียวฟันเล็กน้อยเวลาดื่มน้ำเย็นจัดหรือรับประทานอาหารรสจัด แต่ความรู้สึกนี้จะหายไปเมื่อเอาสิ่งกระตุ้นออก คนไข้อาจจะคิดว่าฟันน่าจะผุเล็กน้อยหรือคงไม่เป็นอะไร (เพราะหายเสียวฟันแล้ว) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือในระยะนี้เชื้อโรคเพิ่งเข้าไปรบกวนโพรงประสาทฟันเล็กน้อย การอักเสบยังไม่รุนแรง ร่างกายยังสามารถฟื้นฟูตัวเองได้หากกำจัดสาเหตุออกไป เช่นไปอุดฟัน
- อาการจะเริ่มเปลี่ยนจากเสียวฟันเล็กน้อยเป็นปวดๆ หน่วงๆ โดยอาจจะปวดหลังจากดื่มน้ำเย็น น้ำร้อน ปวดตุบๆ บริเวณฟันที่มีปัญหา ต่อให้เอาตัวกระตุ้นออกก็ยังปวดต่อเป็นนาที คนไข้อาจจะยังลังเลเพราะไม่อยากไปหาหมอและคิดว่าก็น่าจะยังไม่เป็นไร แต่การอักเสบในโพรงประสาทฟันได้ลุกลามจนร่างกายซ่อมแซมเองไม่ได้แล้ว จนถึงจุดหนึ่งความเจ็บปวดหรือเสียวฟันก็จะหายไป เพราะเส้นประสทที่คอยส่งสัญญาณว่าเจ็บปวดไปยังสมองนั้นตายหมดแล้ว ทำให้คนไข้หลายคนคิดว่าหายแล้ว
- หลังจากนั้นแบคทีเรียก็จะเริ่มลุกลามออกมาที่ปลายรากฟันไปยังกระดูกและเนื้อเยื่อรอบๆ รากฟัน ร่างกายจะตอบสนองต่อการติดเชื้อที่ลุกลามออกมาทำให้เกิดการอักเสบที่บริเวณเนื้อเยื่อปริทันต์และกระดูกรอบรากฟัน เกิดหนองและแรงดันในกระดูกขากรรไกร คนไข้จะปวดมาก ปวดจนนอนไม่หลับ เจ็บมากเมื่อฟันถูกกระทบกระเทือน ไม่ว่าจะจากการเคี้ยวอาหารหรือใช้ลิ้นดุนเบาๆ หากติดเชื้อรุนแรงอาจทำให้แก้มหรือใบหน้าบวมขึ้นและมีไข้ร่วมด้วย
การรักษา
- ทันตแพทย์ซักประวัติคนไข้ สอบถามลักษณะอาการปวด วันที่เริ่มปวด อะไรทำให้อาการแย่ลง (ของร้อน/เย็น การนอน) เป็นต้น
- ทันตแพทย์จะตรวจดูฟันเพื่อหารอยโรค ไม่ว่าจะเป็นรอยฟันผุ รอยร้าว/แตก การบวมที่เหงือก
- X-ray เพื่อดูว่ามีรอยโรคหรือไม่ สภาพกระดูกรอบๆ เป็นอย่างไร
- ให้ยาเพื่อลดการอักเสบก่อน
- ฉีดยาชาโดยอาจเพิ่มปริมาณมากขึ้นเพราะยาชาจะไม่ค่อยได้ผล
- หากยังสามารถทำการรักษารากฟันได้ ก็ไม่จำเป็นต้องถอนฟัน
- หากฟันเสียหายมากและรักษารากฟันไม่ได้ ก็ทำการถอนฟันซี่นั้นทิ้ง และทำฟันปลอมทดแทน เช่น รากฟันเทียม
