ยาแก้ปวดฟัน เหงือกบวม ใช้อะไรดี มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง

ยาแก้ปวดฟัน เป็นยาที่ใช้บรรเทาอาการปวดฟันและเหงือก มักประกอบด้วยสารที่ออกฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบและลดความเจ็บปวดได้ อาการปวดฟันนี้อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ฟันผุ เหงือกอักเสบ ฟันคุด หรือเกิดการกระแทกจากอุบัติเหตุ

การไปพบทันตแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ต้นเหตุย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่หลายๆ ครั้ง ผู้ที่มีอาการปวดฟันอาจไม่สามารถไปพบทันตแพทย์ได้ทันที เช่น เกิดอาการปวดฟันตอนกลางคืน หรือในวันหยุด หรือเมื่อไปพบทันตแพทย์แล้วก็ยังต้องใช้เวลาในการตรวจหาสาเหตุ การใช้ยาแก้ปวดฟันจึงเป็นวิธีที่จะช่วยบรรเทาอาการเบื้องต้นได้ และช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้นในช่วงเวลาที่รอการตรวจรักษา

ประเภทของยาแก้ปวดฟัน

เพื่อให้คนไข้สามารถเข้าใจและเลือกใช้ยาแก้ปวดฟันเบื้องต้นได้อย่างเหมาะสม เราจะสามารถแบ่งยาแก้ปวดฟันตามลักษณะการออกฤทธิ์และการใช้งานได้ดังนี้

1. ยาแก้ปวดที่ใช้ทั่วไป

1.1 พาราเซตามอล (Paracetamol) ช่วยลดอาการปวดและลดไข้ ใช้ในกรณีที่อาการปวดไม่รุนแรง ใช้บรรเทาอาการปวดได้ ขนาดยาพาราเซตามอลที่แนะนำคือ

ผู้ใหญ่: รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง ไม่ควรรับประทานยาติดต่อกันเกิน 8 เม็ดต่อวันหรือ 4000 mg/วัน และไม่ควรรับประทานยาต่อเนื่องเกิน 5 วัน

เด็กหรือผู้ที่น้ำหนักตัวน้อย หรือผู้ที่เป็นโรคตับ: ควรปรับขนาดยาลงเพราะจะทำให้เกิดอันตรายได้ ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนทานยา

1.2 ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ช่วยลดอาการปวดและอาการอักเสบ ใช้เมื่อมีการอักเสบบริเวณเหงือกหรือฟันได้ เช่น ฟันคุด หรือเหงือกอักเสบ อย่างไรก็ตาม สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคตับ โรคไต โรคกระเพาะ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ส่งผลต่อการทำงานของไตและตับ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร อาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น นอกจากนี้ยาอาจส่งผลต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ด้วย

ปริมาณที่แนะนำคือ 400mg 1 เม็ด รับประทาน เช้า กลางวัน เย็น โดยรับประทานหลังอาหารทันทีเพราะเป็นยาที่กัดกระเพาะ ไม่ควรกินต่อเนื่องกันเกิน 7 วัน

1.3 แอสไพริน (Aspirin) เป็นยาแก้ปวดและลดไข้ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบด้วย โดยปริมาณยาทั่วไปสำหรับผู้ใหญ่ที่แนะนำคือ 325-650 มิลลิกรัมต่อครั้ง รับประทานทุก 4-6 ชั่วโมง แต่ไม่ควรเกินวันละ 4000 มิลลิกรัม และไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 10 วันโดยไม่ปรึกษาแพทย์

นอกจากนั้นยาแอสไพรินยังอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร เลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือหากมีอาการแพ้ยาก็อาจหายใจลำบาก ผื่นขึ้น ใบหน้าลำคอบวม เป็นต้น

2. ยาแก้ปวดที่ใช้เฉพาะที่

เบนโซเคน (Benzocaine) เป็นยาชาเฉพาะที่ ใช้ทาบริเวณเหงือกหรือฟันที่ปวด จัดเป็นยาอันตราย ไม่สามารถซื้อมาใช้เองได้ ต้องจ่ายยาโดยทันตแพทย์ หรือเภสัชกรเท่านั้น เบนโซเคนมักใช้ในรูปแบบเจล ครีม หรือสเปรย์ ซึ่งออกฤทธิ์เร็วและสามารถบรรเทาอาการปวดได้

ตัวอย่างยาอื่นๆ ที่ใช้แก้ปวดเฉพาะที่ได้แก่ ลิโดเคน (Lidocaine), เตตราเคน (Tetracaine), ดาย้าเคน (Dyclonine) ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องจ่ายยาโดยทันตแพทย์หรือเภสัชกรทั้งสิ้น

3. ยาแก้ปวดในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)

ยาในกลุ่ม เอ็นเสด (NSAIDs) ได้แก่ แอสไพริน (aspirin หรือ acetyl salicylic acid), ไอบูโพรเฟน (ibuprofen), ไดโคลฟีแน็ก (diclofenac), นาพร็อกเซน (naproxen), ไพร็อกซิแคม (piroxicam), เมล็อกซิแคม (meloxicam), เซเลค็อกสิบ (celecoxib), เอทอริค็อกสิบ (etoricoxib)

โดยยาในกลุ่มนี้จะยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไซโคลออกซิจีเนส (Cyclooxygenase) เรียกสั้นๆ ว่า COX โดยจะยับยั้งทั้ง COX-1 และ COX-2 ซึ่ง COX-2 นั้นมีหน้าที่ในการสร้างพรอสต้าแกลนดิน (prostaglandins) ที่ทำให้เกิดอาการปวด อาการอักเสบและเป็นไข้ ส่วน COX-1 ทำหน้าที่ช่วยปกป้องผนังกระเพาะอาหารและช่วยให้เม็ดเลือดเกาะกลุ่มเวลารักษาแผล พอรับประทานยากลุ่มนี้จึงลดอาการปวดและอักเสบได้ แต่จะไปมีผลต่อกระเพาะอาหารและการแข็งตัวของเลือด (อาจทำให้เลือดหยุดไหลยาก หรือเกิดลิ่มเลือด แล้วแต่ชนิดของยา ซึ่งลิ่มเลือดมีโอกาสไปอุดตันที่สมองหรือหัวใจ)

ยา NSAIDs มีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ดังนี้

  • ระคายเคืองกระเพาะอาหาร อาจก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้
  • ทำให้เลือดหยุดยาก หากมีบาดแผลเลือดอาจไหลไม่หยุด ผู้ที่มีภาวะการแข็งตัวของเลือดบกพร่อง หญิงตั้งครรภ์ หญิงที่ให้นมบุตร ไม่ควรใช้ยานี้
  • ลดประสิทธิภาพการทำงานของไต โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ อาจไตเสื่อมจนต้องฟอกไตได้
  • ผลข้างเคียงอื่นๆ เช่น มึนงง ปวดศีรษะ วิงเวียน ความดันโลหิตเพิ่ม เป็นพิษต่อตับ เยื่อจมูกอักเสบ โรคหืด ผื่นผิวหนัง คัน ลมพิษ แพ้แสง
  • นอกจากนั้นให้ระวังการใช้ยาในกลุ่มนี้ร่วมกับยาอื่น เพราะเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาได้มาก

4. ยาปฏิชีวนะ

ลักษณะของอาการปวดฟันร่วมกับเหงือกบวมและมีหนอง แสดงว่ามีการติดเชื้อร่วมด้วย ทันตแพทย์จะพิจารณาสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาการติดเชื้อ ควบคู่ไปกับการรักษาตามอาการ ยาปฏิชีวนะที่มักใช้ ได้แก่ อะม็อกซิซิลลิน (Amoxicillin), เมโทรนิดาโซล (Metronidazole), คลินดามัยซิน (Clindamycin), อะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) โดยทันตแพทย์จะเลือกชนิดและขนาดของยาตามความเหมาะสมหลังจากซักถามข้อมูลของคนไข้แล้ว

นอกจากนั้นทันตแพทย์อาจแนะนำให้ใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของคลอเฮกซีดีน (Chlorhexidine) เพื่อช่วยลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียในช่องปากร่วมด้วย

ข้อสำคัญสำหรับยาปฏิชีวนะคือการรับประทานยาในกลุ่มนี้จะต้องทานให้ครบตามปริมาณที่กำหนดไม่แนะนำให้ซื้อมาทานเองเพราะการทานไม่ครบโดสจะทำให้เชื้อดื้อยา และต้องใช้ยาแรงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อกำจัดเชื้อ รวมถึงจะเพิ่มความเสี่ยงในการก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับตัวคนไข้ด้วย

ยาแก้ปวดฟันทุกชนิดเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง ดังนั้นแล้วจุดประสงค์ของการใช้ยาแก้ปวดฟันคือเพื่อบรรเทาอาการปวดชั่วคราวก่อนที่จะไปพบทันตแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ต้นเหตุ

ยาแก้ปวดฟันยี่ห้อไหนดี

การเลือกยาแก้ปวดฟันจะขึ้นกับอาการว่าปวดฟันมากน้อยขนาดไหน รวมถึงอาการปวดนั้นมีสาเหตุจากอะไรด้วย เช่น หากปวดฟันเล็กน้อยถึงปานกลางก็สามารถใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้ แต่หากปวดมากก็อาจจำเป็นต้องใช้ยาในกลุ่ม NSAIDs แทน แต่ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ เพื่อให้เกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด

หากอาการปวดฟันรุนแรงต่อเนื่อง ควรรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงจะดีกว่า เนื่องจากอาการปวดฟันนั้นเป็นเพียงปลายเหตุ การรับประทานยาไปเรื่อยๆ จะไม่ช่วยให้สาเหตุที่แท้จริงได้รับการแก้ไข

ยาแก้ปวดฟันที่ใช้เวลาเหงือกบวม เหงือกอักเสบ

หากมีอาการปวดฟันพร้อมทั้งเหงือกบวมหรือเหงือกอักเสบ ยาแก้ปวดที่ทันตแพทย์มักจ่ายให้คือยาในกลุ่ม NSAIDs เนื่องจากสามารถลดอาการอักเสบและบรรเทาอาการปวดได้ดี เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), ไดโคลฟีแนค (Diclofenac), นาพรอกเซน (Naproxen), เซเลค็อกซิบ (Celecoxib), อีทอริค็อกซิบ (Etoricoxib) เป็นต้น

สรุป

มียาสำหรับแก้ปวดฟันหลายชนิด เช่น พาราเซตามอล, ไอบูโพรเฟน, แอสไพริน, เบนโซเคน, ยากลุ่ม NSAIDs รวมไปถึงยาปฏิชีวนะที่ใช้เมื่อมีอาการติดเชื้อร่วมด้วย การเลือกใช้ยาแต่ละชนิดจะขึ้นกับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ และควรปรึกษาทันตแพทย์ก่อนใช้เสมอเพราะยาหลายตัวมีผลข้างเคียง นอกจากนั้นต้องไม่ลืมว่าการใช้ยาแก้ปวดฟัน เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ผู้มีอาการปวดฟัน ปวดเหงือกควรเข้าพบทันตแพทย์ที่คลินิกทันตกรรมเพื่อที่จะได้รับการรักษาที่ตรงจุดให้เร็วที่สุดก่อนที่จะเป็นมากขึ้น

บทความนี้ตรวจสอบโดย

Adisorn Hanworawong

ทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Master in Implant Dentistry (gIDE/UCLA CA. USA.)
วท.ม. สาขาวิทยาการแพทย์ (วิศวกรรมเนื้อเยื่อ)
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประกาศนียบัตร อบรมหลักสูตรจัดฟัน Fellowship of Indian Academy of Orthodontics
Invisalign Cert., Invisalign provider

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้เหล่านี้มีไว้เพื่อช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ของคุณได้ดียิ่งขึ้น ข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปวิเคราะห์และใช้ในการพัฒนาปรับปรุงเนื้อหา บริการ และการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้กับคุณ ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวจะไม่มีการเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกและจะถูกเก็บเป็นความลับ

บันทึกการตั้งค่า