จัดฟันใสยี่ห้อไหนดี เปรียบเทียบ 7 แบรนด์ดัง

การจัดฟันแบบใส (Clear Braces หรือ Clear Aligner) กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นทางเลือกในการจัดฟันที่มองไม่เห็นเหมือนเหล็กจัดฟันแบบดั้งเดิม ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ที่ต้องการยิ้มสวยโดยไม่ต้องเขินอาย นอกจากนี้ การจัดฟันใสยังสะดวกสบาย สามารถถอดใส่ได้ง่ายในระหว่างรับประทานอาหารหรือแปรงฟัน อุปกรณ์จัดฟันใสทำจากพลาสติกชนิดพิเศษที่มีความใสทำให้มองเห็นได้ยากมากว่ากำลังจัดฟันอยู่ อุปกรณ์มีหลายชุดที่จะค่อยๆ ปรับการเรียงตัวของฟันอย่างต่อเนื่อง จนกว่าฟันจะเข้าที่อย่างสมบูรณ์

ด้วยความนิยมที่เพิ่มขึ้นของการจัดฟันใส ทำให้มียี่ห้อจัดฟันใสให้เลือกมากมายในท้องตลาด แต่ละยี่ห้อมีคุณสมบัติ ราคา และการบริการที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ผู้ที่สนใจจัดฟันใสอาจเกิดความสงสัยว่าควรเลือกยี่ห้อไหนดี บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ 5 ยี่ห้อจัดฟันใสยอดนิยม พร้อมวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียในทุกๆ ด้าน เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกแบรนด์ที่ตอบโจทย์ความต้องการและงบประมาณของคุณได้ดีที่สุด

ตารางเปรียบเทียบจัดฟันใส 7 แบรนด์ดัง

คุณสมบัติ Invisalign Zenyum ClearCorrect Dr. Clear Aligners Käse Aligner Crystal Smile BeforeDent
ประเทศ/เทคโนโลยี สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ (วัสดุเยอรมัน) สหรัฐอเมริกา (แบรนด์ไทย) ไทย (วัสดุสหรัฐฯ) ไทย (วัสดุเยอรมัน)
เหมาะกับเคส ง่าย – ซับซ้อน ง่าย – ซับซ้อน ง่าย-ซับซ้อน ง่าย – ปานกลาง ง่าย – ซับซ้อน ง่าย – ซับซ้อน ง่าย – ปานกลาง
ราคาเริ่มต้น (โดยประมาณ ขึ้นกับโปรโมชั่นขณะนั้น และคลินิกแต่ละแห่ง*****) เริ่มต้น 59,000 59,000 บาท เริ่มต้น 49,000 เริ่มต้น 29,500 บาท เริ่มต้น49,000 บาท เริ่มต้น 39,000 บาท เริ่มต้น 37,000 บาท
จุดเด่นสำคัญ เทคโนโลยี SmartTrack® ความแม่นยำสูง เป็นที่ยอมรับทั่วโลก มีแอปพลิเคชันติดตามผล ราคาเข้าถึงง่าย เป็นทางเลือกที่ใกล้เคียง Invisalign ในราคาที่อาจย่อมเยากว่า ราคาย่อมเยา เห็นผลเร็วในเคสง่ายๆ วางแผนร่วมกับทันตแพทย์ มีคลินิกพาร์ทเนอร์เยอะ แบรนด์ไทย ผลิตในไทย ทำให้ราคาไม่สูง แบรนด์ไทย มีแผนการรักษาหลากหลาย (เช่น Night Plan)
การดูแลรักษา พบทันตแพทย์สม่ำเสมอ เน้นติดตามผ่านแอปฯ และพบทันตแพทย์เป็นระยะ พบทันตแพทย์สม่ำเสมอ เน้นติดตามผ่านแอปฯ และพบทันตแพทย์เป็นระยะ พบทันตแพทย์สม่ำเสมอ พบทันตแพทย์สม่ำเสมอ เน้นติดตามผ่านแอปฯ และพบทันตแพทย์น้อยครั้ง

 

หลักการทำงานของการจัดฟันใส

  • อันดับแรกคือการสแกนฟัน 3 มิติเพื่อสร้างแบบจำลองในคอมพิวเตอร์และดูว่าจะจัดฟันให้สุดท้ายแล้วผลลัพธ์การจัดฟันออกมาเป็นแบบไหน
  • หลังจากนั้นจะผลิตอุปกรณ์จัดฟันใสออกมาหลายๆ ชุด (ขึ้นกับว่าเคสซับซ้อนขนาดไหน ยิ่งซับซ้อนมากยิ่งต้องมีหลายชุด)
  • อุปกรณ์จัดฟันใสจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละชุด เช่น แตกต่างกันเพียงชุดละ 0.25 มิลลิเมตร เพื่อสร้างแรงผลักฟันของคนไข้ไปเรื่อยๆ
  • พอคนไข้จัดฟันด้วยอุปกรณ์ชุดแรกครบตามระยะเวลา ก็จะเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์ชุดถัดไป
  • และเนื่องจากอุปกรณ์ชุดถัดไปมีความแตกต่างจากชุดแรกเล็กน้อย เมื่อเราสวมก็จะรู้สึกปวดๆ ตึงๆ เล็กน้อย เพราะรูปร่างอุปกรณ์ไม่เหมือนกัน
  • ทันตแพทย์อาจติดปุ่ม attachment บนฟันเพื่อช่วยในการเคลื่อนฟันบางซี่ด้วย มีหน้าที่เคลื่อนฟันเช่นเดียวกัน
  • เมื่อคนไข้ใส่อุปกรณ์ไปเรื่อยๆ หลายๆ ชุด ฟันก็จะค่อยๆ เคลื่อนตัวไปเรียงตัวกันอย่างสวยงามตามที่ได้วางแผนไว้

ยี่ห้อการจัดฟันใสดังๆ ในไทย

1. Invisalign

invisalign brand

Invisalign เป็นแบรนด์จัดฟันใสชั้นนำจากสหรัฐอเมริกาที่ได้รับความนิยมและความไว้วางใจจากลูกค้าทั่วโลก โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 1999 รวมถึงในประเทศไทยด้วย Invisalign ถูกคิดค้นโดยบริษัท Align Tech ซึ่งใช้เทคโนโลยีการจำลองภาพ 3 มิติด้วยคอมพิวเตอร์ในการออกแบบชุดอุปกรณ์จัดฟันที่เหมาะสมสำหรับคนไข้แต่ละคน

Invisalign สามารถแก้ไขปัญหาฟันได้หลากหลาย ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงปัญหาที่ซับซ้อน โดยมี package การรักษาให้เลือกดังนี้

  • Invisalign Express หรือ i7 – เหมาะสำหรับแก้ปัญหาฟันซ้อนเก 1-2 ซี่หรือผู้ที่เคยจัดฟันแต่ไม่ใส่รีเทนเนอร์ ใช้อุปกรณ์ประมาณ 7 ชุด ใช้เวลา 2-3 เดือน ราคาประมาณ 70,000 บาท
  • Invisalign Lite – เหมาะสำหรับแก้ปัญหาฟันห่าง ซ้อนเก ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ใช้อุปกรณ์ 8-14 ชุด ใช้เวลาประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ค่าใช้จ่ายประมาณ 129,000 บาท
  • Invisalign Go – เหมาะสำหรับแก้ปัญหาฟันซ้อนเกระดับไม่มาก เช่น จัดแต่ฟันหน้า ค่าใช้จ่ายประมาณ 74,000 บาท
  • Invisalign Essential – เหมาะสำหรับแก้ปัญหาฟันผิดปกติระดับปานกลางถึงมาก ใช้อุปกรณ์ไม่เกิน 20 ชุด ใช้เวลา 1-2 ปี ค่าใช้จ่ายประมาณ 89,000 บาท
  • Invisalign Full Comprehensive – เหมาะสำหรับปัญหาฟันซับซ้อนมาก สามารถจัดฟันยากๆ หรือเคสที่ต้องการความปราณีตมาก สามารถจัดได้ไม่จำกัดจำนวนชิ้นเครื่องมือในระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 5ปี ราคาประมาณ 145,000 บาท

Invisalign เป็นทางเลือกที่ดีและนิยมมากๆ ในการแก้ไขฟันให้เรียงตัวสวยงามโดยไม่สังเกตเห็นอุปกรณ์จัดฟัน ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและมีแผนการรักษาที่หลากหลาย

ที่ MOS Dental Clinic เราได้รับรางวัลเป็นระดับ Diamond ที่เป็นระดับที่สูงที่สุดเท่าที่มีในประเทศไทย ที่บริษัทผู้ผลิต Invisalign มอบให้มาต่อเนื่องทุกปีตั้งแต่ปี 2018 จนถึงปัจจุบัน

ข้อดีของ Invisalign

  • ใช้วัสดุ SmartTrack® คุณภาพสูงจากสหรัฐอเมริกา มีความแม่นยำสูง
  • สามารถรักษาเคสที่มีความซับซ้อนได้
  • เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับจากทันตแพทย์ทั่วโลก
  • มีฐานข้อมูลเคสการรักษาจำนวนมาก ทำให้ซอฟต์แวร์วางแผนมีความแม่นยำสูง

ข้อเสียของ Invisalign

  • ราคาสูง
  • ต้องการความมีวินัยของคนไข้

ระยะเวลานับจากคนไข้เข้าตรวจจนกว่าจะได้อุปกรณ์จัดฟันใสใช้เวลานานเพราะต้องส่งไปบริษัทต้นทาง

2. Dr Clear Aligners

dr clear aligners brand

Dr Clear Aligners เป็นแบรนด์จัดฟันใสนำเข้าจากประเทศสิงคโปร์ ที่เชี่ยวชาญในการแก้ไขปัญหาการจัดเรียงฟันระดับง่ายถึงปานกลาง เช่น ฟันซ้อนเก ฟันยื่น ฟันห่าง ฟันไม่สบ ฟันสบไขว้ ฟันกัดล่างคร่อม ฟันบนคร่อม และฟันสบเปิด โดยใช้เทคโนโลยีการสแกนฟันสามมิติล่าสุด ร่วมกับการออกแบบแผนการรักษาเฉพาะบุคคลโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดฟันใส เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถเห็นภาพจำลองผลการรักษาล่วงหน้าได้

อุปกรณ์จัดฟัน Dr Clear Aligners ผลิตจากวัสดุ Zendura FLX คุณภาพพรีเมียมนำเข้าจากเยอรมนี มีคุณสมบัติโปร่งใส น้ำหนักเบา ยืดหยุ่น และถอดใส่ได้ง่าย ช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายขึ้น เพราะสามารถถอดอุปกรณ์ออกได้เวลารับประทานอาหาร การจัดฟันด้วย Dr Clear Aligners จึงไม่เจ็บมาก เพียงใช้วิธีกรอฟัน IPR เพื่อเพิ่มระยะห่างระหว่างฟัน โดยไม่ต้องถอนฟันหรือพักฟื้น ทำให้สามารถจัดฟันได้อย่างสวยงามภายในระยะเวลา 6-9 เดือน

นอกจากบริการจัดฟันใสแล้ว Dr Clear Aligners ยังให้บริการทางทันตกรรมแบบครบวงจร ทั้งอุดฟัน ถอนฟัน รักษารากฟัน ทำฟันปลอม และมีผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปากอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น แปรงสีฟันไฟฟ้า ชุดฟอกฟันขาว และยาสีฟันสูตรมินต์

จุดเด่นของแบรนด์ Dr Clear Aligners คือ ราคาย่อมเยา เริ่มต้นเพียง 29,500 บาท เท่านั้น

ข้อดี:

  • ราคาเริ่มต้นเข้าถึงง่าย เหมาะสำหรับผู้มีงบจำกัด
  • เน้นการรักษาที่ไม่ต้องถอนฟัน และพบทันตแพทย์น้อยครั้ง
  • ใช้เวลาในการรักษาไม่นาน เหมาะสำหรับเคสง่ายถึงปานกลาง

ข้อเสีย:

  • ไม่สามารถรักษาเคสที่มีความซับซ้อนมากได้
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการการดูแลจากทันตแพทย์อย่างใกล้ชิดตลอดการรักษา

3. Zenyum

zenyum brand

Zenyum เป็นแบรนด์จัดฟันใสที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ด้วยบริการที่ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงการดูแลหลังการรักษา ปัจจุบัน Zenyum มีสาขาใน 9 ประเทศทั่วเอเชีย และช่วยแก้ปัญหาฟันให้ลูกค้าไปแล้วกว่า 80,000 เคส

จุดเด่นของ Zenyum คือ การร่วมมือกับ Structo บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้าน 3D printing ทางทันตกรรมในสิงคโปร์ และมีทีมทันตแพทย์จากสิงคโปร์คอยกำกับดูแลมาตรฐานการรักษาร่วมกับทันตแพทย์ไทยในคลินิกพาร์ทเนอร์ จึงมั่นใจได้ว่ามาตรฐานการรักษาของ Zenyum จะเหมือนกันในทุกคลินิกและทุกประเทศ

นอกจากนี้ Zenyum ยังมีแอปพลิเคชันที่ช่วยให้การติดตามผลการรักษาเป็นเรื่องง่าย ผู้ใช้สามารถอัปเดตรูปภาพฟันก่อนเปลี่ยนไปใส่อุปกรณ์ชุดถัดไป มีการแจ้งเตือนให้เปลี่ยนชุดตรงเวลา และมีทีมบริการหลังการขายคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

Zenyum มีแผนการรักษา 2 แบบ ได้แก่

  • ZenyumClear™ เหมาะสำหรับแก้ไขปัญหาฟันซ้อนเล็กน้อยถึงปานกลาง ฟันยื่น และช่องว่างระหว่างฟัน โดยใช้เวลารักษา 3-9 เดือน ราคาเริ่มต้นที่ 67,000 บาท
  • ZenyumClear™ Plus เหมาะสำหรับแก้ไขปัญหาฟันซ้อนระดับปานกลางถึงซับซ้อน ปัญหาการสบฟัน และช่องว่างระหว่างฟัน อาจมีการถอนฟันร่วมด้วยหากจำเป็น ใช้เวลารักษา 9-15 เดือน ราคา 99,000-150,000 บาท

ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทีมทันตแพทย์ที่เชี่ยวชาญ และการบริการที่เป็นเลิศ ทำให้ Zenyum เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการจัดฟันใสอย่างมีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม

ข้อดี:

  • ราคาเข้าถึงง่าย และมักเป็นราคาเหมาจ่าย ทำให้ควบคุมงบประมาณได้ดี
  • มีแอปพลิเคชันสำหรับติดตามความคืบหน้าและแจ้งเตือน สะดวกสบาย
  • มีทีมทันตแพทย์จากสิงคโปร์ร่วมวางแผน ทำให้มีมาตรฐานที่ชัดเจน
  • เป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงในภูมิภาคเอเชีย

ข้อเสีย:

  • ส่วนใหญ่เหมาะสำหรับเคสที่ไม่ซับซ้อนถึงปานกลาง

การดูแลหลักๆ จะผ่านแอปพลิเคชัน อาจไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการพบทันตแพทย์บ่อยๆ

4. BeforeDent

beforedent brand

Beforedent เป็นแบรนด์อุปกรณ์จัดฟันใสสัญชาติไทยที่ใช้วัสดุคุณภาพสูงนำเข้าจากเยอรมนี ปราศจากสารโพลีคาร์บอเนต (BPA) ที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อสุขภาพ เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ และความผิดปกติของเซลล์ประสาท Beforedent มุ่งเน้นการควบคุมต้นทุนการผลิตเพื่อให้ได้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพสูง แต่ราคาย่อมเยาเอื้อมถึงได้ โดยเริ่มต้นเพียง 37,000 บาท

Beforedent ช่วยให้การจัดฟันใสเป็นเรื่องง่าย สะดวก และไม่เจ็บ ผู้ใช้สามารถดูแลความเรียงของฟันได้ด้วยตนเองที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องเข้าพบทันตแพทย์บ่อยครั้ง เพราะสามารถรับอุปกรณ์ไปเปลี่ยนเองได้ โดยมีแผนการรักษาให้เลือก 3 รูปแบบ ได้แก่

  • Lite Plan – ใส่อุปกรณ์ทั้งกลางวันและกลางคืนรวมแล้วมากกว่า 22 ชั่วโมง เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดฟัน ราคาเริ่มต้นที่ 37,000 บาท
  • Night Plan – ใส่อุปกรณ์เฉพาะช่วงกลางคืนนาน 10 ชั่วโมง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มที่ ราคาเริ่มต้นที่ 49,000 บาท
  • Pro Plan – ใส่อุปกรณ์ทั้งกลางวันและกลางคืนประมาณ 22 ชั่วโมง พร้อมอุปกรณ์ยึดติดเพื่อช่วยขยับฟันได้ดียิ่งขึ้น ราคาเริ่มต้นที่ 50,000 บาท

ข้อดี:

  • เป็นแบรนด์สัญชาติไทยที่ราคาย่อมเยา
  • มีแผนการรักษาที่ยืดหยุ่น เช่น “Night Plan” ที่ให้ใส่เฉพาะตอนกลางคืน เหมาะกับไลฟ์สไตล์บางคน
  • ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก สามารถรับอุปกรณ์ทั้งหมดไปดูแลต่อเองที่บ้านได้
  • ใช้วัสดุคุณภาพดีนำเข้าจากเยอรมนี

ข้อเสีย:

  • เหมาะสำหรับเคสที่ไม่ซับซ้อนเป็นหลัก
  • อาจต้องอาศัยวินัยของผู้ใช้งานสูงมากเนื่องจากพบทันตแพทย์น้อยครั้ง

5. Crystal Smile

crystal smile brand

Crystal Smile เป็นแบรนด์อุปกรณ์จัดฟันใสที่ใช้วัสดุคุณภาพสูงนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา แต่นำมาผลิตในห้องแล็บของบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ณ ตึก MedAsia Healthcare Complex ซอยสุขุมวิท 5 ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการผลิต แต่ยังคงรักษามาตรฐานเทียบเท่ากับแบรนด์ชั้นนำอื่น ๆ

Crystal Smile ใช้เทคโนโลยีการออกแบบ 3 มิติเช่นเดียวกับแบรนด์จากอเมริกา โดยอิงแผนการรักษาของทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก อุปกรณ์จัดฟันมีสีใสเนียนกลมกลืนไปกับฟัน สามารถถอดเก็บได้ง่ายเวลารับประทานอาหารหรือแปรงฟัน

Crystal Smile มีโปรแกรมจัดฟัน 2 แบบ คือ

  • Crystal Smile Moderate – เหมาะสำหรับแก้ไขปัญหาฟันซ้อนเก ฟันยื่น หรือฟันเรียงตัวไม่สวยในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง เป็นโปรแกรมยอดนิยมที่สามารถทดแทนการจัดฟันแบบติดเหล็กได้ ใช้อุปกรณ์จัดฟัน 11-20 ชุด ใช้เวลาประมาณ 3-10 เดือน
  • Crystal Smile Comprehensive – เหมาะสำหรับแก้ไขปัญหาฟันที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น ฟันสบคร่อม ฟันสบลึก หรือมีการถอนฟันร่วมด้วย ใช้อุปกรณ์จัดฟันตั้งแต่ 21 ชุดขึ้นไป ใช้เวลาประมาณ 11 เดือนถึง 2 ปี เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่เคยจัดฟันมาก่อน

จุดเด่นของ Crystal Smile คือ เป็นแบรนด์คนไทยที่ให้บริการในราคาเริ่มต้นเพียง 39,000 บาท ซึ่งถือว่าย่อมเยาเมื่อเทียบกับคุณภาพที่ได้รับ และทันตแพทย์ผู้ชำนาญดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดการรักษา

ข้อดี:

  • เป็นแบรนด์ไทยที่ใช้วัสดุจากสหรัฐฯ แต่ผลิตในประเทศไทย ทำให้ควบคุมต้นทุนได้ดีและราคาไม่สูง
  • สามารถรักษาเคสได้หลากหลายตั้งแต่ระดับง่ายถึงซับซ้อนปานกลาง
  • ยังคงได้รับการดูแลจากทันตแพทย์อย่างใกล้ชิดตลอดการรักษา
  • ระยะเวลาการผลิตอุปกรณ์อาจรวดเร็วกว่าแบรนด์ที่ผลิตในต่างประเทศ

ข้อเสีย:

  • ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือในระดับสากลอาจยังไม่เท่าแบรนด์ใหญ่อย่าง Invisalign
  • เครือข่ายคลินิกที่ให้บริการอาจยังมีไม่ครอบคลุมเท่าแบรนด์อื่นๆ

วิธีเลือกยี่ห้อที่เหมาะกับตัวเอง

  • ทันตแพทย์ – ไม่ว่าจะเลือกจัดฟันใสยี่ห้ออะไร ทันตแพทย์จะเป็นคนที่เราต้องปรึกษาและพูดคุยตลอดการรักษาอย่างน้อยเป็นเวลา 6 เดือนหรีอจนกว่าการรักษาจะเสร็จ ควรเลือกทันตแพทย์ที่มีประสบการณ์จริงในการจัดฟันใส เพราะจะมีอุปกรณ์และเครื่องมือหลายอย่างที่มีลักษณะเฉพาะและต้องการความชำนาญในการทำ นอกจากนั้นทันตแพทย์ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพด้วย
  • ความยากง่ายของการจัดฟัน – หากมีฟันซ้อน ฟันเก เยอะหลายตำแหน่งหรือดูแล้วเป็นเคสที่ยากควรเลือกจัดฟันใสชนิดที่สามารถทำเคสยากๆ ได้ เพราะจัดฟันใสแต่ละยี่ห้อแตกต่างกัน บางยี่ห้อสามารถจัดฟันได้เพียงเคสง่ายถึงปานกลางเท่านั้น ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อให้ทราบได้ว่าฟันของเราถ้าจะจัดด้วยยี่ห้อต่างๆ จะสามารถทำได้หรือไม่
  • ราคา – แน่นอนว่าราคาขึ้นอยู่กับแบรนด์เป็นหลัก ถ้าเป็นแบรนด์ดังๆ ก็จะราคาแพงกว่าเนื่องจากน่าเชื่อถือกว่า อยู่มานานกว่า บริษัทมีประสบการณ์กับเคสต่างๆ มากกว่า แต่ถ้าสภาพฟันของคนไข้ไม่ได้จัดฟันยาก เป็นเคสง่ายๆ จริงๆ แล้วก็สามารถเลือกแบรนด์ที่อาจจะไม่ได้มีชื่อเสียงเท่า แต่ราคาถูกกว่าก็ได้ เพราะฟันเราไม่ได้จัดยากหรือซับซ้อนมาก จะใช้ของที่เป็นที่รู้จักน้อยกว่าแต่สามารถจัดฟันได้ถูกต้องก็ถือว่าใช้ได้แล้ว
  • การดูแลหลังการขาย – สำคัญมากเพราะจะต้องอยู่กับเราไปจนกระทั่งเราจัดฟันเสร็จ หากมีคำถาม ปัญหา หรือมีอุปกรณ์ชำรุดเสียหาย จำเป็นต้องดูว่ามีบริการอะไรหลังการขายบ้างเพื่อให้การจัดฟันของเราไม่สะดุด
  • ทำเลที่ตั้งและเวลาทำการ – ควรเลือกคลินิกที่เดินทางสะดวก มีที่จอดรถ และมีเวลาทำการที่เหมาะสมกับตารางเวลาของเรา

คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับจัดฟันใส FAQ

จัดฟันใสเจ็บไหม

จะรู้สึกปวดๆ ตึงๆ เล็กน้อย ซึ่งเป็นสัญญาณว่าฟันกำลังเคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งที่ได้วางแผนการจัดฟันไว้ อาการเจ็บนี้จะอยู่แค่ 2-3 วันแรกหลังจากที่เปลี่ยนอุปกรณ์ชุดใหม่ อาการปวดจะค่อยๆ ลดลงจนปกติเมื่อฟันปรับเข้าที่แล้ว และเมื่อเทียบกับการจัดฟันแบบโลหะ การจัดฟันใสมีโอกาสเกิดแผลในช่องปากน้อยกว่ามาก

ต้องใส่อุปกรณ์จัดฟันใสกี่ชั่วโมงต่อวัน

ต้องใส่อย่างน้อย 20-22 ชั่วโมงต่อวันเพื่อให้ได้ผลการจัดฟันที่ดี หากใส่ไม่ครบชั่วโมงมีโอกาสที่การจัดฟันจะไม่เป็นไปตามแผนและทำให้จัดฟันนานกว่าปกติ หากลืมบ่อยๆ อาจจะต้องกลับไปใช้อุปกรณ์จัดฟันใสชุดก่อนหน้าด้วย ดังนั้นคนไข้จึงควรถอดอุปกรณ์จัดฟันใสเฉพาะช่วงที่รับประทานอาหารและแปรงฟันเท่านั้น

การจัดฟันใสต้องถอนฟันไหม

หากเป็นเคสที่มีฟันซ้อนเกหรือฟันห่างเล็กน้อยถึงปานกลาง การจัดฟันใสมักจะไม่ต้องถอนฟัน แต่หากมีฟันซ้อนเกรุนแรง มีภาวะฟันยื่นมาก หรือมีโครงสร้างขากรรไกรที่ต้องใช้พื้นที่ในการเคลื่อนฟันเยอะ ก็อาจจะจำเป็นต้องถอนฟัน ควรเข้ามาปรึกษาทันตแพทย์ก่อนเพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง

จัดฟันใสใช้เวลานานขนาดไหน

โดยทั่วไปมักใช้เวลา 6 เดือนถึง 2 ปี ดังนี้

  • หากเป็นเคสไม่ซับซ้อน ฟันห่างเล็กน้อย ฟันซ้อนเกเล็กน้อยจะใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือน
  • หากเป็นเคสซับซ้อนปานกลาง ฟันซ้อนเกมากขึ้น มีปัญหาการสบฟันเล็กน้อย อาจะใช้เวลา 12-18 เดือน
  • หากเป็นเคสซับซ้อนมาก ต้องมีการถอนฟันร่วมด้วย หรือมีการเคลื่อนฟันที่ยาก อาจใช้เวลา 18-24 เดือน

เคยจัดฟันเหล็กมาแล้ว จัดฟันใสซ้ำได้หรือไม่

สามารถทำได้และมักพบบ่อยสำหรับคนไข้ที่ต้องการจัดฟันรอบสอง เนื่องจากปัญหาฟันที่เกิดจากการไม่ได้ใส่รีเทนเนอร์ในรอบแรก หรือต้องการที่จะแก้ไขการเรียงตัวของฟันเพียงเล็กน้อยให้ดูดีขึ้น

การจัดฟันใสมักถูกเลือกในการจัดฟันรอบสองเพราะใช้เวลาไม่นานเท่าและไม่กระทบต่อชีวิตประจำวันเหมือนการติดเครื่องมือโลหะ อย่างไรก็ตาม ควรเข้ามาปรึกษาทันตแพทย์เพื่อประเมินสภาพฟันและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมอีกครั้ง

ดูแลความสะอาดอุปกรณ์ยังไง

  • ใช้แปรงสีฟันขนนุ่มทำความสะอาดอุปกรณ์เบาๆ ใช้สบู่หรือน้ำยาล้างจานทำความสะอาด
  • ล้างด้วยน้ำสะอาดอุณหภูมิปกติ ห้ามใช้น้ำร้อนเพราะจะทำให้อุปกรณ์ผิดรูปได้
  • สามารถใช้เม็ดฟู่ที่ใช้สำหรับทำความสะอาดรีเทนเนอร์มาใช้ทำความสะอาดได้เป็นครั้งคราว
  • เมื่อไม่ใช้งาน ให้เก็บในกล่องที่ได้รับมาเสมอ เพื่อป้องกันการสูญหาย อย่าห่อในกระดาษทิชชู่เพราะอาจเผลอทิ้งได้

 

บทความนี้ตรวจสอบโดย Reviewed by

Adisorn Hanworawong

ทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Master in Implant Dentistry (gIDE/UCLA CA. USA.)
วท.ม. สาขาวิทยาการแพทย์ (วิศวกรรมเนื้อเยื่อ)
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประกาศนียบัตร อบรมหลักสูตรจัดฟัน Fellowship of Indian Academy of Orthodontics
Invisalign Cert., Invisalign provider

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้เหล่านี้มีไว้เพื่อช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ของคุณได้ดียิ่งขึ้น ข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปวิเคราะห์และใช้ในการพัฒนาปรับปรุงเนื้อหา บริการ และการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้กับคุณ ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวจะไม่มีการเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกและจะถูกเก็บเป็นความลับ

บันทึกการตั้งค่า