ฟันตาย คือภาวะที่โพรงประสาทฟันขาดเลือดมาหล่อเลี้ยง ส่งผลให้เซลล์และเนื้อเยื่อภายในฟันเสื่อมสภาพและตายลง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น การติดเชื้อในช่องปาก, การเกิดฝีหนองที่เหงือก, อาการปวดบวม, และกลิ่นปากที่ไม่พึงประสงค์ ผู้ป่วยสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นได้จากการเปลี่ยนแปลงของสีฟัน ที่มักจะสีคล้ำลงหรือเปลี่ยนเฉดสีไปจากเดิม
ฟันตาย สาเหตุเกิดจากอะไร

ฟันตายเกิดจากการที่ฟันไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยงในโพรงประสาทฟันซึ่งสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุดังนี้:
- ฟันผุทะลุถึงโพรงประสาทฟัน เมื่อฟันผุมากขึ้นจนทะลุถึงโพรงประสาทฟัน เชื้อโรคก็จะสามารถเข้าถึงโพรงประสาทฟันและทำให้เกิดการติดเชื้อได้ ซึ่งก็จะนำไปสู่การอักเสบและทำให้เนื้อเยื่อฟันตายในที่สุด
- เกิดอุบัติเหตุทำให้เส้นเลือดและเส้นประสาทในฟันได้รับความเสียหายจนเส้นเลือดฉีกขาด ทำให้เลือดไม่สามารถมาหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อฟันได้ จนทำให้ฟันตายในที่สุด
- ฟันแตกหรือร้าวจากการเคี้ยวของแข็ง หรือมีอาการนอนกัดฟันซึ่งสามารถทำให้เส้นเลือดและเส้นประสาทในฟันได้รับความเสียหายและนำไปสู่ภาวะฟันตาย
- โรคปริทันต์ขั้นรุนแรงเกิดจากโรคปริทันต์ที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมทำให้เกิดการติดเชื้อภายในฟันจนฟันอักเสบและตายในที่สุด
เช็คด่วน 5 อาการฟันตาย ที่ต้องรีบไปหาหมอ
อาการฟันตายสามารถสังเกตได้ดังต่อไปนี้:
- ฟันเปลี่ยนสี – ฟันที่ตายแล้วจะมีสีแตกต่างจากฟันซี่อื่นๆ โดยจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำลง เช่น เหลืองเข้ม น้ำตาลอ่อน เทา ซึ่งฟันจะค่อยๆ เปลี่ยนสีเข้มขึ้นเมื่อประสาทฟันเริ่มตาย บางคนอาจมีฟันขาวเหลืองจากคราบอาหารได้ แต่สำหรับสีของฟันที่ตายแล้ว มักแตกต่างจากฟันที่มีคราบทั่วไป
- เหงือกบวม มีหนอง – บริเวณฟันมีเหงือกบวมและเกิดตุ่มหนอง กดแล้วรู้สึกเจ็บ
- เจ็บเมื่อเคี้ยวหรือกัด เนื่องจากการอักเสบรอบปลายรากฟัน ต่อมรับรสเพี้ยน
- เสียวฟันเมื่อดื่มน้ำร้อนจัดหรือเย็นจัด
ฟันตาย ทิ้งไว้นานๆ อันตรายไหม
อันตรายที่จะเกิดจากฟันตายคือ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อภายในฟันและกระดูกขากรรไกรได้ และเมื่อการติดเชื้อขยายตัวออกไปจะทำให้เกิดฝี หรือติดเชื้อลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย นอกจากนี้ฟันตายจะทำให้โครงสร้างของฟันอ่อนแอลง ทำให้กระดูกรากฟันละลาย, ฟันแตก, หัก, บิ่น ได้ง่ายขึ้น หากปล่อยไว้โดยไม่รักษาจะต้องถอนฟันในที่สุด

การรักษาฟันตาย
ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว เพราะหากปล่อยไว้อาจเกิดการติดเชื้อไปยังฟันข้างเคียงหรืออวัยวะส่วนอื่นๆ การรักษาทางทันตกรรมสำหรับฟันตายมีหลักๆ 2 อย่างได้แก่
การรักษารากฟัน
การรักษารากฟันเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดเนื้อฟันที่ตายออก โดยทันตแพทย์จะทำการนำเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟันที่ตายออกและทำความสะอาดรากฟันให้ปราศจากเชื้อโรค แล้วจึงอุดคลองรากฟันเพื่อให้ฟันยังมีความแข็งแรงอยู่ หากคนไข้มีเคลือบฟันที่บางหรือสึก อาจต้องทำครอบฟันเพิ่มเติมเพื่อป้องกันไม่ให้ฟันเสียหายไปมากกว่านี้ โดยเฉพาะฟันกรามที่ต้องรับแรงบดเคี้ยวเยอะ คนไข้สามารถเลือกสีของครอบฟันเพื่อให้ดูแล้วสีสม่ำเสมอกับฟันซี่ข้างเคียงได้

การถอนฟัน
ในกรณีที่การติดเชื้อมีความรุนแรงมากและไม่สามารถรักษารากฟันได้ ก็จำเป็นที่จะต้องถอนฟันซี่นั้นทิ้ง เพื่อเอาฟันที่ติดเชื้อออกและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค เมื่อถอนฟันแล้วหากคนไข้ต้องการความสวยงามก็สามารถใส่ฟันปลอมทดแทนฟันซี่ที่สูญเสียไปได้
นอกจากนั้นหากคนไข้มีอาการปวดฟันก็สามารถทานยาแก้ปวดได้ และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น เช่น อาหารร้อนจัด เย็นจัด การเคี้ยวของแข็ง อาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดสูง เพื่อป้องกันการเสียวฟันและการปวดซ้ำในอนาคต
เปรียบเทียบการรักษาฟันตาย รักษารากฟัน vs ถอนฟัน
| รักษารากฟัน (Root Canal) | ถอนฟัน (Tooth Extraction) | |
| กระบวนการรักษา | กำจัดเชื้อโรคในโพรงประสาทฟัน แต่ยังเก็บ รากฟันและตัวฟันธรรมชาติไว้ | เอาฟันออกไปทั้งซี่ เหลือไว้เพียงเหงือกที่เป็นช่องว่าง |
| ข้อดี | ได้ฟันธรรมชาติกลับมาใช้งาน ป้องกันกระดูกขากรรไกรละลาย ฟันซี่ข้างเคียงไม่ล้มเอียง | ราคาเริ่มต้นถูกกว่า ใช้เวลาในการรักษาน้อยกว่า (มักเสร็จในครั้งเดียว) |
| ข้อเสีย | ค่าใช้จ่ายสูงกว่าการถอน ใช้เวลารักษานานกว่า (อาจต้องมาที่คลินิก 2-3 ครั้ง) มักต้องทำครอบฟันเสริมความแข็งแรง | สูญเสียฟันถาวร ฟันข้างเคียงอาจล้ม หรือห่าง กระดูกบริเวณที่ถอนจะค่อยๆ ยุบตัวลง ต้องเสียเงินทำฟันปลอม/รากเทียม ในอนาคตหากไม่อยากให้ฟันล้ม |
| หลังการรักษา | เป็นธรรมชาติ 100% เหมือนฟันปกติ เพราะยังมีรากฟันยึดอยู่ | รู้สึกเป็นช่องว่าง หรือถ้าใส่ฟันปลอมแบบถอดได้ อาจรำคาญและเคี้ยวไม่ถนัด |
| ค่าใช้จ่าย (โดยประมาณ) | 6,000-20,000 บาท ขึ้นอยู่กับตำแหน่งฟัน และความยากแต่ละเคส | ถอนฟัน 900-1500 บาท หากทำฟันปลอมหรือรากฟันเทียมด้วยจะมีค่าใช้จ่ายการประมาณ 5,000-75,000 บาท (ขึ้นกับว่าทำฟันปลอมแบบไหน) |
| เหมาะสำหรับ | ผู้ที่ฟันยังเหลือเนื้อฟันมากพอที่จะบูรณะได้ และต้องการเก็บฟันจริงไว้ใช้งาน | ผู้ที่ฟันแตกหักเสียหายรุนแรงจนไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้แล้ว หรือมีงบจำกัดจริงๆ |
ฟันตายต้องถอนไหม
ฟันตายไม่จำเป็นต้องถอนเสมอไป ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของการติดเชื้อที่เกิดขึ้น หากยังสามารถทำการรักษารากฟันได้ก็จะไม่จำเป็นต้องถอนฟันด้วยการนำเนื้อฟันที่ตายออกและทำความสะอาดรากฟันให้ปราศจากเชื้อโรค วิธีนี้จะช่วยให้คนไข้ไม่ต้องสูญเสียฟันตามธรรมชาติไป
แต่หากการติดเชื้อรุนแรงจนไม่สามารถรักษารากฟันได้ ก็จะต้องทำการถอนฟันซี่นั้นออกเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคไปยังฟันซี่อื่นๆ หรืออวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย
ฟันตายจากการจัดฟันได้หรือไม่
การจัดฟันสามารถทำให้ฟันตายได้ เนื่องจากการจัดฟันคือการใช้เครื่องมือจัดฟันค่อยๆ ขยับตำแหน่งของฟัน หากเส้นเลือดที่คอยส่งเลือดไปเลี้ยงฟันซี่นั้นไม่ขยับตามไปด้วย เส้นเลือดก็มีโอกาสขาดและไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงฟันซี่นั้นได้ ฟันซี่นั้นก็จะตายและมีสีคล้ำลง การจัดฟันจึงควรจัดกับทันตแพทย์ที่มีใบอนุญาตถูกต้องเท่านั้น
ฟันตายในเด็ก
หากสงสัยว่าลูกหลานของท่านมีอาการฟันตายหรือไม่ ให้สังเกตดังต่อไปนี้
- สีของฟันเปลี่ยนไป โดยสีจะคล้ำลงเมื่อเทียบกับสีฟันซี่ข้างเคียง โดยอาจเป็นสีเหลือง น้ำตาล หรือออกเทาๆ
- เด็กมีอาการปวดฟัน บ่นว่าปวดฟัน มีอาการเสียวฟันเมื่อรับประทานอาหารที่ร้อนหรือเย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบ่นปวดฟันเป็นเวลานาน
- เหงือกบวมแดง มีหนอง มีอาการอักเสบเกิดขึ้น
เมื่อสังเกตอาการแล้วให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
- รีบไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจว่าฟันของเด็กตายจริงหรือไม่ หากจริงควรรีบรักษาให้เร็วที่สุดก่อนที่จะลุกลาม
- หากฟันซี่นั้นยังสามารถรักษาได้ก็ทำการรักษารากฟันซี่นั้นไว้โดยการนำเนื้อฟันที่ตายออกแล้วทำความสะอาดรากฟัน และเติมสารทดแทนเพื่อคงฟันซี่นั้นไว้
- หากฟันซี่นั้นไม่สามารถรักษาได้แล้ว ก็จำเป็นต้องถอนฟันออกและใส่ฟันปลอมทดแทนหรือทำการจัดฟันในอนาคต
การป้องกันฟันตาย
การดูแลรักษาสุขภาพฟันและเหงือกอย่างถูกต้องเป็นปัจจัยที่สำคัญในการป้องกันฟันตาย ซึ่งเราสามารถดูแลรักษาฟันของเราได้ดังนี้:
- แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ครั้งละอย่างน้อย 2 นาที ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละครั้ง เพื่อลดการสะสมของคราบจุลินทรีย์และเศษอาหาร ที่เป็นสาเหตุหลักของฟันผุ ปัญหาที่พบบ่อยคือผู้ป่วยมักฟันผุบริเวณซอกฟันซึ่งเกิดจากการไม่ได้ใช้ไหมขัดฟัน
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่แข็งเกินไป เพราะอาจทำให้ฟันเกิดรอยร้าว รวมถึงหลีกเลี่ยงอาหารที่มีความเป็นกรดสูง เช่น อาหารรสเปรี้ยวจัด น้ำอัดลม หรืออาหารมีน้ำตาลสูง เพราะจะทำให้ฟันผุง่ายขึ้น
- ดื่มน้ำเปล่าในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก และช่วยรักษาสุขภาพฟันให้แข็งแรง
- ไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือนเพื่อตรวจสุขภาพฟันและเหงือก เพื่อให้ตรวจเจอปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ และทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที
- หากประสบอุบัติเหตุทำให้ฟันได้รับการกระแทกและฟันแตก หัก หรือบิ่น ควรรีบไปพบทันตแพทย์ทันทีเพื่อตรวจสอบความเสียหาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดฟันตายหรือปัญหาอื่นๆ ตามมา
- หากมีอาการนอนกัดฟันควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อรักษาหรือใส่เฝือกสบฟันเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดฟันตาย
คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับฟันตาย (FAQs)
ฟันตาย จัดฟันได้ไหม?
สามารถจัดฟันได้ แต่ต้องรักษารากฟันให้เสร็จสมบูรณ์และหายดีก่อน ถึงจะเริ่มติดเครื่องมือจัดฟันได้ หากจัดฟันทั้งที่ยังมีเชื้อโรคอยู่ที่ปลายรากฟัน แรงดึงจากการเคลื่อนฟันจะทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้น อาจทำให้กระดูกรอบรากฟันละลายและสูญเสียฟันได้ แต่ถ้ารักษารากฟันเสร็จแล้ว ฟันซี่นั้นก็จะสามารถเคลื่อนที่ได้ตามปกติเหมือนฟันซี่อื่นๆ
ฟันตาย ปล่อยไว้ได้นานแค่ไหน
ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะยิ่งนานยิ่งรักษายาก โดยเฉพาะหากปล่อยไว้เป็นปี จะเกิดความเสี่ยงหลักๆ คือ
- กระดูกปลายรากฟันละลาย กลายเป็นถุงน้ำ (Cyst) ทำให้การรักษารากฟันปกติอาจไม่เพียงพอ (อาจต้องผ่าตัดปลายราก)
- เนื้อฟันจะเปราะบางมากเนื่องจากฟันตายแล้วไม่มีเลือดมาหล่อเลี้ยง ฟันอาจแตกหักเหลือแต่ตอ ซึ่งหากเนื้อฟันเหลือน้อยเกินไป จะไม่สามารถทำเดือยหรือครอบฟันได้ ต้องถอนฟันเท่านั้น และหากอยากให้มีฟันเหมือนเดิมต้องทำฟันปลอมแทนฟันที่สูญเสียไป ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
รักษารากฟันตาย เจ็บไหม?
ไม่เจ็บระหว่างทำ เพราะในขั้นตอนการรักษา จะทำการฉีดยาชา นอกจากนั้นในกรณีฟันตาย เส้นประสาทรับความรู้สึกมักจะตายไปแล้ว ความเสียวฟันจึงน้อยกว่าเคสฟันผุลึกที่เส้นประสาทยังไม่ตาย หลังการรักษาอาจมีอาการตึงๆ หรือเจ็บเล็กน้อยเมื่อเคี้ยวอาหารในช่วง 2-3 วันแรก ซึ่งสามารถทานยาแก้ปวดบรรเทาอาการได้ตามปกติ
