รากฟันเทียม (Dental Implant) คือ รากฟันที่ถูกทำขึ้นเพื่อทนแทนรากฟันที่สูญเสียไป มักทำจากไทเทเนียมซึ่งเป็นวัสดุที่มีความเข้ากันได้ดีกับร่างกายมนุษย์ ทนทานสูง ทันตแพทย์จะผ่าตัดฝังรากฟันเทียมลงในกระดูกขากรรไกร (Osseointegration) เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นฐานสำหรับครอบฟัน หรือสะพานฟัน
รากฟันเทียมมีประวัติการใช้งานมายาวนานกว่า 30 ปี เป็นฟันปลอมที่ดีที่สุด ช่วยให้การบดเคี้ยวอาหารมีประสิทธิภาพและให้ความรู้สึกธรรมชาติที่สุด ไม่ต้องถอดออก อายุการใช้งานของรากฟันเทียมสามารถอยู่ได้เกิน 10 ปี หากดูแลรักษาอย่างถูกต้อง
ส่วนประกอบของรากฟันเทียม

รากฟันเทียมประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วน ได้แก่:
- รากฟันเทียม (Implant): นี่คือส่วนที่ถูกฝังเข้าไปในกระดูกขากรรไกร เพื่อทำหน้าที่เหมือนรากฟันธรรมชาติ โดยมักทำจากไทเทเนียมหรือวัสดุอื่นที่เข้ากันได้ดีกับร่างกายมนุษย์ เช่น เซรามิกหรือเซอร์โคเนีย (Zirconia)
- อะบัทเมนท์ (Abutment): ส่วนนี้ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างรากฟันเทียมกับฟันเทียม อะบัทเมนท์จะถูกยึดติดกับส่วนบนของรากฟันเทียมและโผล่ออกมาเหนือเนื้อเยื่อเหงือก
- ฟันเทียม (Crown): ส่วนที่ทำหน้าที่เป็นฟันสำหรับบดเคี้ยวอาหาร ฟันเทียมจะวางอยู่บนอะบัทเมนท์ ทำหน้าที่เป็นฟัน โดยสามารถทำมาจากวัสดุต่างๆ เช่น พอร์ซเลน, เซรามิก, หรือวัสดุผสม เพื่อให้มีลักษณะ รูปร่าง สี และความแข็งแรงเหมือนฟันจริง
หลักการทำงานของรากเทียม
หลักการทำงานของรากฟันเทียมคือการทดแทนฟันธรรมชาติที่สูญเสียไปด้วยวัสดุไทเทเนียมลงบนขากรรไกร เพื่อให้รากฟันเทียมทำหน้าที่เป็นฐานสำหรับฟันเพื่อใช้บดเคี้ยวอาหาร
- ฝังรากฟันเทียมลงในขากรรไกร
- รอให้กระดูกขากรรไกรเจริญเติบโตมายึดติดกับผิวรากเทียม
- เมื่อกระดูกมายึดกับรากฟันเทียมดีแล้วก็ใส่ฟันปลอมที่ด้านบน
- รากฟันเทียมนี้ก็สามารถที่จะใช้สำหรับ กัด บดเคี้ยว อาหารได้
- แรงกัดเคี้ยวจะถูกส่งต่อเป็นทอดๆ จากฟัน มาสู่รากฟันเทียม ลงสู่ขากรรไกร
รากฟันเทียมทำจากอะไร
รากฟันเทียมส่วนใหญ่ทำมาจากไทเทเนียม เพราะเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติทนทานและแข็งแรง อีกทั้งยังเข้ากันได้ดีกับร่างกายมนุษย์ มีความพิเศษในเรื่องของการรวมตัวกับกระดูก (Osseointegration) ทำให้กระดูกสามารถผนึกกับไทเทเนียมได้อย่างมั่นคง ทำให้ฐานฟันมีความแข็งแรง นอกจากนี้ ไทเทเนียมยังเป็นโลหะที่ร่างกายยอมรับได้ดี (Biocompatibility) เนื่องจากมีความเสถียรทางเคมีสูง ทำให้ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์ในร่างกาย อย่างไรก็ตามหากร่างกายของคนไข้แพ้ไทเทเนียมก็สามารถใช้เซอร์โคเนียหรือเซรามิกแทนได้


การทำรากฟันเทียมมีกี่แบบ
การทำรากฟันเทียมมีหลายแบบ แต่หากแบ่งตามระยะเวลาที่ใช้ในการทำรากฟันเทียมจะแบ่งได้ 3 แบบ คือ Conventional Implant, Immediate Implant, Immediate loaded Implant และมีรายละเอียดดังนี้
แบบดั้งเดิม (Conventional Implant)
Conventional Implant คือ วิธีการรักษาแบบดั้งเดิม มี 2 ขั้นตอน ใช้เวลาหลายเดือนในการรักษา ขั้นตอนแรกเริ่มจากถอนฟันเดิมออกก่อนและรอประมาณ 3-6 เดือน เพื่อให้กระดูกตรงส่วนที่ถอนออกไปหายสมบูรณ์ก่อน แล้วจึงใส่รากฟันเทียม จากนั้นก็รออีก 3-6 เดือนเพื่อให้กระดูกมายึดกับรากฟันเทียมที่ฝังลงไปให้แน่นหนาก่อน (เรียกว่าosseointegration) แล้วค่อยติดตั้งฟันเทียมเป็นอย่างสุดท้าย
แบบฝังรากเทียมทันทีหลังถอนฟัน (Immediate Implant)
Immediate Implant คือ การฝังรากฟันเทียมลงในขากรรไกรทันทีหลังจากการถอนฟัน ข้อดีของวิธีนี้คือลดระยะเวลาการรักษา คนไข้จะต้องได้รับการประเมินจากทันตแพทย์ว่ามีกระดูกขากรรไกรที่แข็งแรงสมบูรณ์ดี หลังจากฝังรากฟันเทียมแล้วก็จะใช้เวลาอีกประมาณ 3-6 เดือน เพื่อให้กระดูกเข้ามายึดรากฟันเทียมก่อน แล้วค่อยติดตั้งฟันเทียม
แบบรากฟันเทียมในวันเดียว (Immediate loaded Implant)
Immediate loaded Implant คือ การใส่รากฟันเทียม ร่วมกับการทำครอบฟันชั่วคราวหรือถาวรในวันเดียวกัน เรียกอีกอย่างว่ารากฟันเทียมใน 1 วัน การจะทำแบบนี้ได้คนไข้ต้องมีกระดูกขากรรไกรที่แข็งแรงและมั่นคงเพียงพอที่จะรองรับครอบฟันได้ทันที
ขั้นตอนการทำรากฟันเทียม
การทำรากฟันเทียมหรือการฝัง dental implants มีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้:
- ประเมินและวางแผนการรักษา: ทันตแพทย์ประเมินสภาพของปากและฟันของผู้ป่วย ตรวจสอบสุขภาพของเหงือกและกระดูกขากรรไกร อาจรวมถึงการถ่ายภาพรังสี X-ray, CT scan 3 มิติ วางแผนการรักษาด้วยภาพดิจิตอลคอมพิวเตอร์สามมิติ ทำให้เห็นโครงสร้างกระดูกและเส้นประสาททั้งหมดก่อนผ่าตัดจริง เพื่อดูสภาพภายในกระดูกขากรรไกรและการวางตำแหน่งรากฟันเทียมที่เหมาะสม
- เคลียร์ช่องปากเพื่อฝังรากฟันเทียม: เคลียร์ช่องปากให้เรียบร้อยและถอนฟันถ้าจำเป็น ในบางกรณีที่กระดูกขากรรไกรมีความบางหรือแข็งแรงไม่พอ อาจต้องทำการเพิ่มกระดูกหรือ bone grafting (3-6 เดือน)เพื่อสร้างฐานที่แข็งแรงสำหรับรากฟันเทียม
- ฝังรากฟันเทียม: ทันตแพทย์ทำการฝังโครงสร้างที่ทำจากไทเทเนียมหรือวัสดุที่เข้ากันได้กับร่างกายลงในกระดูกขากรรไกร จากนั้นจะปิดบริเวณที่ผ่าตัดด้วยเหงือก นัดตัดไหมในอีกประมาณ 7-14 วัน และปล่อยให้มีการรักษาตัวเองเป็นเวลาประมาณ 3-6 เดือน เพื่อให้รากฟันเทียมรวมตัวกับกระดูกขากรรไกร (กระบวนการนี้เรียกว่า osseointegration)
- การติดตั้งโครงสร้างยึดฟันเทียม (Abutment): หลังจากกระบวนการ osseointegration เสร็จสิ้น จะมีการฝังโครงสร้างสำหรับยึดฟันเทียมหรือ abutment ซึ่งเป็นส่วนที่จะเชื่อมรากฟันเทียมกับฟันเทียมตัวใหม่ ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 1-2 อาทิตย์
- การติดตั้งฟันเทียม (Prosthetic Tooth Installation): เป็นขั้นตอนสุดท้ายฟันเทียมจะถูกสร้างขึ้นเพื่อให้มีขนาด สีและรูปร่างใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติของผู้ป่วย โดยฟันเทียมนี้อาจเป็นครอบฟัน, สะพานฟัน, หรือเซ็ตฟันเทียมครบชุด ขึ้นอยู่กับความต้องการและการออกแบบการรักษาทันตแพทย์จะทำการติดตั้งฟันเทียมนี้ลงบนโครงสร้างยึด (abutment) ที่ได้ถูกติดตั้งไว้ก่อนหน้านี้บนรากฟันเทียม ขั้นตอนนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวังเพื่อให้แน่ใจว่าฟันเทียมมีความแน่นมั่นคงและเข้ากับการสบฟันและรูปลักษณ์โดยรวมของผู้ป่วย
การเตรียมตัวก่อนทำรากฟันเทียม
- เข้าปรึกษากับทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสภาพช่องปาก วางแผนการรักษา และเลือกชนิด รวมถึงยี่ห้อของรากฟันเทียมที่เหมาะสม
- หากมีโรคประจำตัวหรือประวัติแพ้ยา ให้แจ้งทันตแพทย์ก่อนการรักษา
- หากสูบบุหรี่ ให้งดสูบก่อนและหลังทำรากฟันเทียม เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้แผลหายช้า
- หากต้องใส่รากฟันเทียมหลายซี่หรือทำรากเทียมทั้งปาก หรือมีการสูญเสียกระดูกขากรรไกรจำนวนมาก ทันตแพทย์อาจแนะนำให้เอกซเรย์สามมิติเพื่อวางแผนการรักษาที่ดียิ่งขึ้น
- สอบถามข้อมูลที่สงสัยหรือกังวล เพราะจะช่วยลดความเครียดและความกังวลก่อนการทำรากเทียมได้
- ทานอาหารที่ชอบเพราะจะทานอาหารอร่อยๆ ไปไม่ได้อีกหลายวัน
- เตรียมอาหารอ่อนๆ ไว้ในตู้เย็น เช่น โจ๊ก เพราะจะต้องรับประทานอาหารอ่อนไประยะหนึ่ง
- พักผ่อนให้เพียงพอ นอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงในคืนก่อนทำรากฟันเทียม
- รับประทานยาประจำตัวตามปกติ ยกเว้นในกรณีที่ทันตแพทย์สั่งงด
- วางแผนการเดินทางให้ดี เช่น อาจให้คนที่บ้านมารับหลังฝังรากเทียมเสร็จ เพราะอาจมีอาการเพลียได้
รากฟันเทียมเหมาะกับใคร ไม่เหมาะกับใคร
รากฟันเทียมเหมาะกับ
- ผู้ที่มีฟันแตกหรือหัก หรือสูญเสียฟันจากอุบัติเหตุ
- ผู้ที่มีเหงือกบริเวณที่จะทำรากฟันเทียมแข็งแรง
- ผู้ที่เคยทำฟันปลอมแบบถอดได้ แต่ไม่ประสบผลตามที่ต้องการ
- ผู้ที่มีสุขภาพทั่วไปแข็งแรงดี
รากฟันเทียมไม่เหมาะกับ
- เด็กและวัยรุ่นที่กระดูกยังไม่เติบโตเต็มที่ กระดูกขากรรไกรไม่แข็งแรง
- ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคเบาหวาน โรคมะเร็งที่ต้องมีการฉายรังสีบริเวณใบหน้าหรือช่องปาก หรือโรคที่มีผลต่อการรักษาแผล
- ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ควรทำหลังคลอดแล้ว
- ผู้ป่วยที่ต้องรับยากดภูมิ ผู้ป่วยที่สูบบุหรี่
ข้อดีของรากฟันเทียม
- รากฟันเทียมมีความแข็งแรงสูงและสามารถใช้งานได้นานหลายปี
- รากฟันเทียมมีลักษณะคล้ายฟันจริงทั้งรูปร่างและสี
- ประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวอาหาร ทำงานได้ดีไม่ต่างจากฟันธรรมชาติ
- ช่วยรักษาโครงสร้างของขากรรไกรและใบหน้า
- ไม่มีปัญหาในการออกเสียง เมื่อเทียบกับฟันเทียมชนิดอื่นๆ
- ช่วยให้มีความมั่นใจเมื่อพูดหรือยิ้ม และยังดูแลรักษาความสะอาดง่ายเหมือนฟันธรรมชาติ
- รากฟันเทียมไม่ต้องกรอฟันข้างเคียง
ข้อเสียของรากฟันเทียม
- มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าฟันปลอมประเภทอื่น
- ใช้เวลานานกว่าฟันปลอมแบบอื่น อาจหลายเดือนหรือเป็นปี
- ไม่สามารถทำได้ในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี
- มีความเสี่ยงในการติดเชื้อในระหว่างกระบวนการปลูกรากฟันเทียม
- ต้องการการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับฟันธรรมชาติ
- ในบางกรณี ร่างกายอาจไม่ยอมรับรากฟันเทียม
- คนไข้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิดไม่สามารถทำรากฟันเทียมได้ ควรปรึกษาทันตแพทย์ก่อนทำ
เปรียบเทียบรากฟันเทียม สะพานฟัน ฟันปลอมถอดได้
| รากฟันเทียม (Implant) | สะพานฟัน (Fixed Bridge) | ฟันปลอมถอดได้ (Removable Denture) | |
| ลักษณะการทำงาน | ฝังรากฟันเทียมลงในกระดูกขากรรไกร แล้วต่อด้วยครอบฟัน | เป็นฟันปลอม 2 ซี่ (หรือมากกว่า) ยึดบนฟันจริงซี่นึง ส่วนอีกซี่ทำหน้าที่แทนฟันที่หายไป | ฟันปลอมฐานอะคริลิก/โลหะที่มีฟันปลอมยึดอยู่ สามารถถอดออกมาทำความสะอาดได้ |
| ต้องกรอฟันข้างเคียง | ไม่ต้อง | ต้องกรอฟันออกเพื่อเป็นหลักยึดสำหรับฟันซี่ข้างเคียง | ไม่ต้อง |
| ขั้นตอน & ระยะเวลา | 2 – 3 ขั้น (ผ่าตัด → พักให้กระดูกยึด 3-6 ด. → ใส่ครอบฟัน) รวมประมาณ 4-9 เดือน | 2 – 3 ครั้งนัด ภายใน 1-3 สัปดาห์ | 2-5 ครั้งนัด ภายใน 1-6 สัปดาห์ |
| การคงสภาพกระดูก | ยึดรากเทียมเข้ากับกระดูก → ชะลอการละลายกระดูก | กระดูกใต้ช่องว่างยังละลายตามธรรมชาติ | กระดูกละลายเร็วสุด โดยเฉพาะฟันปลอมทั้งปาก |
| ความสวยงาม | ดูเป็นธรรมชาติที่สุด | สูง (ครอบฟันเซรามิก) | ปานกลาง-ดี (ขึ้นกับชนิด/ขอบโลหะ) |
| ประสิทธิภาพการเคี้ยว | ใกล้เคียงฟันธรรมชาติมากที่สุด (90-100 %) | 60-80 % | ฟันบางส่วน 40-60 % / ฟันปลอมทั้งปาก 20-40 % |
| ความสบาย & พูด | เหมือนฟันจริง | เหมือนฟันจริง | ต้องปรับตัว อาจระคายฐานเพดาน/กระพุ้ง |
| อายุใช้งานเฉลี่ย | 15 – 25 ปี ขึ้นไป (ถ้าดูแลดีอาจตลอดชีวิต) | 7 – 15 ปี | 3 – 8 ปี (ฐานอะคริลิกสึก/เหงือกยุบ) |
| การดูแลรักษา | แปรง-ไหมขัดฟัน ร่วมกับไหมขัดใต้ครอบ, พบทันตแพทย์สม่ำเสมอ | เหมือนครอบฟัน – เน้นทำความสะอาดใต้ Pontic | ถอดแช่น้ำยาทำความสะอาดทุกวัน, แปรงฐานด้วยแปรงนุ่ม |
| ผลข้างเคียง/ความเสี่ยง | ผ่าตัด → ติดเชื้อ, รากไม่ยึด (1-5 %) | ฟันหลักผุ/รากแตก, เหงือกร่นใต้ Pontic | ฐานกดเหงือก, เสียวฟันหลัก, พูดไม่ชัดในช่วงแรก |
| ข้อ จำกัด ทางสุขภาพ | กระดูกต้องเพียงพอ, ควบคุมเบาหวาน/สูบบุหรี่ | ต้องมีฟันข้างเคียงแข็งแรงพอ | ไม่จำกัดมาก แต่ประสิทธิภาพต่ำกว่า |
| ช่วงราคาโดยประมาณ | 38,000 – 75,000 บาท/ซี่ (รวมครอบ) | 10,000 – 20,000 บาทต่อซี่ | 5,000 – 20,000 บาท (บางส่วน) / 20,000 – 45,000 บาท (ทั้งปาก) |
| เหมาะสำหรับ | สูญเสียฟัน 1-3 ซี่ขึ้นไป, ต้องการใช้งานและรูปลักษณ์ใกล้เคียงฟันจริง, กระดูกดี | สูญเสีย 1-2 ซี่ติดกัน, ฟันข้างเคียงสุขภาพดี | ผู้สูงอายุสูญเสียหลายซี่, งบประมาณจำกัด, กระดูกละลายมาก |
วิธีดูแลฟันหลังใส่รากฟันเทียม
ในช่วงวันแรกๆ ที่เพิ่งทำรากฟันเทียมเสร็จนั้นสำคัญมาก ควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารบริเวณรากฟันเทียมรวมถึงให้ทานอาหารอ่อนๆ ง่ายต่อการเคี้ยว ประมาณ 1-2 เดือน ไม่ควรรับประทานอาหารที่ร้อนจัดหรือเย็นจัดในช่วงแรก ไม่ควรสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์เพราะอาจทำให้กระบวนการรักษาช้าลง แปรงฟันเบาๆ รอบๆ แผล และใช้น้ำยาบ้วนปากเพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ และหมั่นตรวจสอบว่ามีอาการปวดหรือบวมค่อยๆ ลดลงหรือไม่
รากฟันเทียมสามารถมีอายุการใช้งานได้ 15-20 ปี หากดูแลได้ดีรากฟันเทียมสามารถใช้งานได้ตลอดชีวิต
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลรักษารากฟันเทียม
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน (Risks & Complications)
แม้ผลลัพธ์จากการทำรากฟันเทียมโดยปกติจะดีใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติ แต่ยังมีความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้แม้จะไม่บ่อย ได้แก่ การติดเชื้อหลังผ่าตัด, อาการชาเนื่องจากกระทบเส้นประสาท, กระดูกละลายรอบรากทำให้ รากเทียมหลุด หรือกระบวนการยึดติดกระดูกล้มเหลว (รากเทียมไม่ติด) การพบทันตแพทย์เพื่อติดตามผลสม่ำเสมอจะช่วยตรวจจับปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน
รีวิวเคสรากฟันเทียม




ราคารากฟันเทียม
| รายการ | ราคา (บาท) |
| รากฟันเทียม เกาหลี ( Dental Implant made in Korea ) Osstem , Neo Biotech. | 38,000-50,000 |
| รากฟันเทียม ยี่ห้อ Alpha Bio , MIS7 ( Alpha Bio , MIS7 Dental Implant ) | 50,000 |
| รากฟันเทียม ยี่ห้อ Straumann (Straumann Dental Implant ) | 75,000 |
| รากฟันเทียมเซรามิก ยี่ห้อ Neo Dent | 75,000 – 95,000 |
| รากฟันเทียมเซรามิก ( Ceramic Dental Implant ) | 75,000 |
ราคาด้านบนยังไม่รวมค่าพิมพ์ฟัน , X-ray, การปลูกกระดูก (ถ้าจำเป็น), การยกไซนัส, ค่ายาและเวชภัณฑ์อื่นๆ
รากฟันเทียมทุกรูปแบบสามารถผ่อนชำระได้
คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับรากฟันเทียม
ทำไมบางคนต้องมีการปลูกกระดูกร่วมกับการทำรากเทียม?
คนไข้จะต้องปลูกกระดูกเมื่อบริเวณที่จะทำรากฟันเทียมมีกระดูกน้อยเกินไปหรือกระดูกไม่แข็งแรงพอที่จะรองรับรากฟันเทียม ซึ่งอาจเกิดจากการสูญเสียฟันมานาน, โรคปริทันต์, หรือการสูญเสียมวลกระดูกในช่องปาก
รากฟันเทียม มีอายุการใช้งานกี่ปี?
โดยทั่วไปอายุการใช้งานรากฟันเทียมอยู่ที่ 10-20 ปีหรือมากกว่านั้น ความทนทานขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาและสุขภาพช่องปากโดยรวม
การใส่รากฟันเทียม เจ็บไหม?
การใส่รากฟันเทียมจะใช้ยาชา คนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บขณะทำ แต่หลังจากยาชาหมดฤทธิ์หากคนไข้มีสภาพกระดูกที่แข็งแรง มีคุณภาพดี จะรู้สึกปวดใกล้เคียงกับการถอนฟัน
รากฟันเทียมจัดฟันได้ไหม?
รากฟันเทียมไม่สามารถเคลื่อนที่ได้เหมือนฟันธรรมชาติ จึงควรจัดฟันให้เสร็จเรียบร้อยก่อนค่อยทำรากฟันเทียม ยกเว้นว่ารากฟันเทียมอยู่ในตำแหน่งที่ดีแล้วไม่ต้องเคลื่อนที่แบบนี้สามารถจัดฟันได้
รากฟันเทียมใช้เวลานานไหม?
กระบวนการทำรากฟันเทียมอาจใช้เวลาตั้งแต่หลายเดือนถึงปี ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพกระดูกในช่องปาก การรักษาหลังการผ่าตัด และความจำเป็นในการปลูกกระดูก
รากฟันเทียมอักเสบ ทำยังไงดี?
หากรากฟันเทียมอักเสบ ควรรีบติดต่อพบทันตแพทย์ทันที เพื่อวินิจฉัยและรักษา การรักษาอาจรวมถึงการทำความสะอาดรอบๆ รากฟันเทียม การใช้ยาปฏิชีวนะ และในกรณีที่รุนแรงอาจจำเป็นต้องมีการผ่าตัดเพื่อแก้ไข
ทำรากฟันเทียมที่ไหนดี
Reference Paper dental implant
- Kupka J.R., König J., Al-Nawas B., Sagheb K., Schiegnitz E. How far can we go? A 20-year meta-analysis of dental implant survival rates. Clinical Oral Investigations 28:541, 2024.
- Koay C.G., Veettil S.K., Menon R.K. Risk factors for Peri-implantitis: An umbrella review of meta-analyses of observational studies and assessment of biases. Journal of Dentistry 146:105065, 2024.
- Patel R., Ucer C., Wright S., Khan R.S. Differences in Dental Implant Survival between Immediate vs. Delayed Placement: A Systematic Review and Meta-Analysis. Dentistry Journal 11(9):218, 2023.
- Tobias G., Chackartchi T., Haim D., Mann J., Findler M. Dental Implant Survival Rates: Comprehensive Insights from a Large-Scale Electronic Dental Registry. Journal of Functional Biomaterials 16(2):60, 2025.
- Prasad S., Faverani L.P., Santiago J.F. Jr., Sukotjo C., Yuan J.C-C. Attachment systems for mandibular implant-supported overdentures: A systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials. Journal of Prosthetic Dentistry 132(2):354-368, 2024.
- Cheng Y., Lai Z., Yu W. Influencing factors and survival rates in immediate vs. delayed dental implant placement: A six-year retrospective analysis. Frontiers in Dental Medicine 6:1563641, 2025.
- Rahman R.N., Lee A., Lavasani S., Boehm T. An Overview of Digital Workflows for Precision Implant Dentistry. Journal of the California Dental Association 50(9):527-539, 2022.
- Putra R.H., Yoda N., Astuti E.R., Sasaki K. Accuracy of implant placement with computer-guided surgery in partially edentulous patients and possible influencing factors: A systematic review and meta-analysis. Journal of Prosthodontic Research 66(1), 2022.
- Benedek C., Kerekes-Máthé B., Bereșescu L., et al. Influencing factors regarding the severity of peri-implantitis and peri-implant mucositis. Diagnostics 14(14):1573, 2024.
- Payne A.G.T., Alsabeeha N.H.M., Atieh M.A., et al. Interventions for replacing missing teeth: Attachment systems for implant overdentures in edentulous jaws. Cochrane Database of Systematic Reviews 10:CD008001, 2018.
- Manzano, Guillermo; Montero, Javier; Martín-Vallejo, Javier. Risk Factors in Early Implant Failure: A Meta-Analysis. Implant Dentistry. 25(2):272-280, April 2016
- Sheridan, Rachel A.; Decker, Ann M.; Plonka, Alexandra B.; Wang, Hom-Lay. The Role of Occlusion in Implant Therapy: A Comprehensive Updated Review. Implant Dentistry. 25(6):829-838, December 2016.
